Logo

Creative Move

GLab ศูนย์นวัตกรรมสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

Source: Creative Move by Sudaporn Jiranukornsakul
July 18, 2014

[...]

Q: อยากให้เล่าถึงที่มาที่ไปของ GLab ให้เราฟังหน่อยได้ไหมว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร?

A: GLab เป็นศูนย์นวัตกรรมสังคม (Social Innovation Lab) ที่อยู่ด้วยตัวเอง (Self-Sustaining) และมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องการสร้างสรรค์และพัฒนาหลักสูตร Global Studies and Social Entrepreneurship (GSSE) อยู่ภายใต้การบริหารของวิทยาลัยโลกคดีศึกษา (School of Global Studies) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แรกเริ่มวิทยาลัยแห่งนี้จะมีเพียงหลักสูตรปริญญาโทด้านสาธารณสุข (Public Health) เท่านั้น หลักสูตร GSSE จะเป็นการเรียนระดับปริญญาตรีที่ศึกษาผลกระทบระดับโลกซึ่งเกิดขึ้นเพื่อสร้างเด็กให้เติบโตไปเป็นนักเปลี่ยนแปลงที่สามารถมองภาคธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมแบบองค์รวมได้ พัฒนาด้านการเป็นผู้นำและการสื่อสาร นอกจากการก่อตั้งขึ้นมาพร้อมๆ กับหลักสูตรนี้เพื่อรองรับโปรแกรมการศึกษาดังกล่าวแล้ว เรายังดูแลวิชาที่ชื่อว่า Social Innovation Project ที่นักศึกษาในคณะจะต้องเรียนทุกปี โดยเราจะมีโปรเจ็กต์เป็นตัวตั้งให้เด็กได้ทำงานเป็นทีมผ่านกระบวนการ Human-Centered Design (HCD) ซึ่งเป็นการใช้กระบวนการออกแบบในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจในวิธีการแก้ปัญหาและขยายผลประโยชน์ทางสังคม

ในอีกภาคหนึ่ง GLab ยังเป็นองค์กรที่จะสร้างสรรค์โครงการต่างๆ เพื่อฝึกฝนทักษะ ให้คำปรึกษา และขยายมุมมองที่สามารถตอบโจทย์และขยายผลประโยชน์ทางด้านสังคม (Scale Social Impact) ให้กับผู้ประกอบการสังคมรุ่นใหม่ให้สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนในเชิงธุรกิจด้วย โดย GLab ร่วมกับทางบริษัท J.P. Morgan และยังมีพื้นที่รองรับงานด้านนวัตกรรมสำหรับบรรษัทบริบาล (Corporate Social Innovation) ทั้งในภาคธุรกิจและภาคสังคมสำหรับองค์กรหรือกลุ่มคนใดๆ ที่สนใจที่จะให้เราเข้าไปช่วย ซึ่งทีมงาน GLab จะมีทักษะในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรรค์และเชิงนวัตกรรมที่ทำให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งให้เกิดความยั่งยืนทางธุรกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม การทำงานของ GLab ส่วนหนึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากองค์กร IDEO.org ซึ่งเป็นบริษัทที่ผู้ร่วมก่อตั้ง GLab ได้เคยทำงาน และทีม GLab มีทักษะกระบวนการ Social Innovation Tools

อีกส่วนสำคัญของงาน GLab คือจะช่วยดูแลโปรเจ็กต์ด้านสังคมที่มีระยะเวลาประมาณ 6 เดือน หรือ 1 ปี จะค่อนข้างยาว ซึ่ง GLab ไม่ได้แค่ให้คำปรึกษา แต่จะร่วมด้วยช่วยกันกับองค์กรในการพัฒนาขั้นตอนการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ เราจะทำงานร่วมมือกันในมุมมองด้านผลกระทบทางสังคม ให้คำปรึกษาว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการสังคม (Social Enterprise) สามารถขยายผลประโยชน์สูงสุดให้กับสังคมและอยู่รอดได้โดยมีความยั่งยืนในภาคธุรกิจด้วย โดยมุมมองที่ให้จะเป็นแบบรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และมีการนำ innovative process มาใช้ในการดำเนินการควบคู่กันไป

[...]

Q: ขอย้อนไปถามถึงหลักสูตร Global Studies and Social Entrepreneurship (GSSE) ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และแตกต่างจากหลักสูตรการเรียนการสอนอื่นๆ ในบ้านเราอย่างไร?

A: หลักสูตรนี้เริ่มจากการที่ว่า ปัจจุบันโลกของเราเปลี่ยนแปลงไปในอัตราที่เร็วและตอนนี้เวลาเราทำธุรกิจอะไรสักอย่าง หลายครั้งมันมักจะมาพร้อมกับการทำลาย ประกอบกับความสำคัญในการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ให้คิดเป็นและทำงานเป็น หลักสูตรนี้จึงเป็นหลักสูตรที่ใกล้กับบริบทการทำงานจริงโดยเน้นทักษะทางด้านการเป็นผู้นำ การคิด การทำงานเป็นทีม โดยมีโจทย์ของปัญหาจริงเป็นตัวตั้งและการเสริมทักษะ รวมทั้งมุมมองทางสังคม สิ่งแวดล้อม และธุรกิจ เพราะฉะนั้นเรามองว่าวิธีการตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาจะต้องมองความชัดเจนกับ 3 ส่วน นั่นคือจะทำอย่างไรให้สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน อาทิ จะทำอย่างไรให้เรามีแบบจำลองทางธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้และทำประโยชน์เพื่อสังคมได้ด้วย ตลอดจนจะทำอย่างไรให้เกิดการแก้ปัญหาสังคมได้อย่างยั่งยืน

เราเชื่อว่ามันเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่คนรุ่นใหม่สามารถมีมุมมองและมีความเข้าใจในบริบทที่มากกว่าการประกอบการทางธุรกิจที่คิดเพียงแค่ผลกำไร สามารถมีมุมมองที่แข็งทางสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงให้เห็นถึงการประกอบอาชีพที่จะช่วยให้ประเทศชาติพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น หลักสูตรนี้ก็เลยเกิดขึ้น เราคิดว่าการมีมุมมองของ Global Studies จะทำให้นักศึกษาสามารถเข้าใจปัญหาด้านสังคม ซึ่งบางส่วนเกิดจากผลกระทบระดับโลกที่มีผลกระทบส่งต่อมายังระดับประเทศ เช่น ปัญหาเรื่องการย้ายถิ่น สัญญาระดับประเทศหรือแรงงาน และการเข้าใจภาวะของเข้าสู่ AEC เป็นต้น เราไม่อยากให้คนรุ่นใหม่มีความรู้แค่ในสาขาวิชาของตัวเองอย่างเดียว แต่เห็นภาพรวมของโลกนี้เลยว่าบริบทของแต่ละที่ตอนนี้เป็นอย่างไร รู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับภูมิภาคนี้ ประเทศนี้กำลังมีสงครามนะ สามารถเข้าใจบริบทของสังคมแบบรอบด้านได้ เรามองว่าปัญหาหลายอย่างมีการเชื่อมโยงกับโลก เพราะฉะนั้นเราจะมองระดับโลกเพื่อให้รู้ว่าตอนนี้โลกเคลื่อนไปอย่างไรบ้าง หลักสูตรนี้จะเริ่มจากการเข้าใจตัวเอง การเข้าใจบริบทสังคม ประเทศ และโลก เทอมแรกจะเป็นการวางพื้นฐานเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจตัวเองก่อน ประกอบกับการฝึกทักษะทางด้านการสื่อสาร การคิดและวิเคราะห์ อีกทั้งปีแรกและปีสองนักศึกษาของเราจะได้เจอกับคนที่ทำงานหลายภาคส่วน เพื่อให้สามารถเห็นถึงโอกาสทางด้านการงานและเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่าสนใจจะประกอบอาชีพด้านไหน เป็นการเน้นเรื่องการหา passion ไปด้วย

เทอมที่สองจะเริ่มให้เขาเข้าไปศึกษาและทำความเข้าใจชุมชนรอบตัวเป็นโปรเจ็กต์รอบๆ รังสิต และมีการลงพื้นที่เพื่อให้เข้าใจปัญหาสังคมมากขึ้น ปีสองจะเป็นการทำความเข้าใจในบริบทประเทศและระดับโลก มีการเรียนรู้เกี่ยวกับการเป็นสังคมอาเซียน การเห็นเคสตัวอย่างจริงขององค์กรและบริษัทต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาสามารถวิเคราะห์และเรียนรู้จากความสำเร็จและล้มเหลวได้ในวิชา (case studies) ที่จะมีการเรียนตลอดทั้ง 4 ปี ปีสามจะเป็นการเสริมทักษะและมุมมองในการแก้ปัญหา โดยจะมีการสอนเรื่องของการประกอบการทางสังคมและธุรกิจ มีการเรียนรู้เครื่องมือทางด้าน Business (Management and Finance), Social Entrepreneurship process, Human-Centered Design process, Idea Generation Methods และ Foundations of Leadership โดย GLab จะมาดูตรงนี้เยอะมากช่วงปีสาม ขณะเดียวกันเราจะเชิญอาจารย์จากคณะบัญชี ธุรกิจ เศรษฐศาสตร์มาวางพื้นฐานในส่วนธุรกิจ รู้ว่าจะต้องวางแผนธุรกิจอย่างไร ต้องทำไฟแนนซ์เป็น ต้องเรียนเศรษฐศาสตร์ จะไม่ได้ติดอยู่แค่ภาคสังคมอย่างเดียว พอปีสี่จะเป็นการเลือกไมเนอร์ โดยแต่ละไมเนอร์ก็จะเรียนลึกลงไปอีก

สาเหตุที่เรามุ่งเน้นด้านสังคมก่อนเพราะว่านักศึกษาบางคนที่เรารับมา เขาจะมุ่งเน้นทางธุรกิจไปเลย ซึ่งเรามองว่า ถ้าเราสามารถปรับมุมมองลูกเจ้าของบ่อน้ำมันที่กำลังลงทุนอยู่ในฟิลิปปินส์ให้ดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจสังคมไปด้วยก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะสร้าง impact ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นหลักสูตรนี้จะเป็นสหศาสตร์และเรียนกันแบบเน้นโปรเจ็กต์ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาทำงานจริงระหว่างที่เขาเรียน เป็น Social Innovation Project 7 เทอม จาก 8 เทอม อีกทั้งในหลักสูตรเราจะมีการฝึกงานทุกเทอมและเป็นองค์กรที่เด็กสนใจ เพื่อให้นักเรียนของเราพร้อมในการทำงานและมีความชัดเจนขึ้นว่าตัวเองต้องการจะประกอบอาชีพอะไร และเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะการทำงานจริงด้วย ซึ่งการเรียนแบบนี้จะช่วยให้นักศึกษาที่ตอนแรกเขาอาจจะยังไม่รู้จักตัวเองดีว่าต้องการอะไรสามารถเข้าใจตัวเองมากขึ้น เทอมแรกเขาอาจจะสนใจเรื่องแอพพลิเคชั่น เทอมถัดไปอาจจะเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ในท้ายที่สุดค้นพบว่าตัวเองชอบอย่างหลังมากกว่าก็จะทำให้เขาสามารถเน้นไปที่ประเด็นนั้นๆ ได้แบบยาวๆ ไปเลย

ตอนที่เราวางหลักสูตรก็ค่อนข้างชัดว่าต้องการช่วยเด็กหา passion แล้ว passion ส่วนหนึ่งเราเชื่อว่ามันมาจากการได้สัมผัสการทำงานจริง ได้เจอคนทำงานจริง ซึ่ง 2 ปีแรกนักศึกษาๆ จะได้เจอ ได้ซึมซับ ไม่ใช่แค่ปัญหา แต่คือบริบทจริงของทั้งในและต่างประเทศด้วย พอปีสามปีสี่ เมื่อเกิดความเข้าใจปัญหาแล้ว เขาก็จะได้เรียนรู้ในเรื่องของกระบวนการต่างๆ เพื่อช่วยแก้ปัญหา โดยการเรียนแบบสหศาสตร์จะเป็นการพัฒนาเด็กๆ ที่จะก้าวขึ้นไปทำงานเป็นผู้ประกอบการหรือผู้บริหาร ให้สามารถที่จะทำงานกับคนที่มาจากหลากหลายสาขาได้ มีมุมมองในการแก้ไขปัญหาที่หลากหลาย มองภาพรวมทั้งระบบเป็น ซึ่งทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันอยู่ สมมติมีน้องคนหนึ่งที่กำลังคิดว่าอยากเรียนหมอ เราก็จะถามน้องว่าอยากเรียนหมอเพื่อเป็นหมอช่วยรักษาคนไข้อย่างเดียวเหรอ แล้วเราถามเขาต่อไปอีกว่าอยากบริหารโรงพยาบาลไหม อยากจะทำให้โรงพยาบาลไม่ขาดทุนและสามารถเอื้อบริการให้กับกลุ่มแรงงานหรือว่าเด็กด้อยโอกาสได้ด้วยไหม เราคิดว่าประเทศไทยยังขาดคนที่มีมุมมองความคิดที่สามารถเชื่อมโยงหลายศาสตร์ เป็นนักบริหารที่ทำงานเป็น และมองภาพของสังคมควบคู่กันไปด้วยได้อยู่นะ

Q: คอร์สแรกที่เปิดมามีเด็กไทยให้ความสนใจเข้ามาเรียนเยอะไหม และสัดส่วนของไทยกับเด็กต่างชาติเป็นอย่างไร?

A: เด็กไทยที่สนใจมีจำนวนเยอะกว่าที่คิดไว้มาก แม้ว่าเราเปิดตัวค่อนข้างช้า แต่เด็กๆ ที่เข้ามาพูดได้เลยว่าเป็นตัวแทนโปรแกรมเรามาก แฮปปี้มาก เด็กพลังเยอะมาก และเราพร้อมที่จะช่วยไกด์พวกเขา เราไม่ได้มองหรืออยากได้หรือแบ่งว่าเด็กคนนี้ดี ไม่ดี คือจริงๆ เด็กทุกคนดี เพียงแค่พวกเขาอาจจะยังไม่ชัดเจน เราก็พร้อมที่จะช่วยเต็มที่

Q: ความคาดหวังของเราทั้งต่อนักเรียนในโปรแกรม GSSE องค์กรหรือคนที่มาปรึกษและร่วมงานกับเราเป็นอย่างไร?

A: จริงๆ แล้วเราไม่ได้คาดหวังว่าทุกคนที่มาเรียน มาปรึกษา หรือทำงานร่วมกับเราจะต้องออกไปแล้วเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมอย่างเดียว แต่เราอยากจะกระตุ้นและทำให้เห็นว่า มันมีวิธีการอย่างไรที่จะทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินควบคู่ไปได้กับภาคสังคม โดยที่องค์กรหรือคนนั้นสามารถเลี้ยงตัวเองได้ มีกำไรเท่าเดิมหรือมากขึ้นได้นะ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือให้เด็กสามารถมีทักษะการคิด การทำงาน และมุมมองมากกว่าการมองทางธุรกิจ และอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเข้าไปทำงานในภาคส่วนไหนก็ตามถ้ามีทักษะการทำงานแล้วไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรก็สามารถแก้ได้

Q: ทั้งโปรแกรม GSSE เอง รวมถึง GLab เกิดขึ้นเพื่อฝึกฝนคนเหล่านี้ให้สามารถเติบโตและพัฒนาขึ้นไปเป็นผู้นำในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม และให้องค์กรสามารถขยายผลประโยชน์ทางสังคมในวงกว้าง แล้วสิ่งที่พวกจะต้องมีเพื่อที่จะทำให้องค์กรหรือว่าสิ่งที่เขาทำอยู่มีความยั่งยืนได้คืออะไร?

A: (สาม) การเข้าใจสังคมหรือว่าเข้าใจปัญหาน่าจะเป็นจุดที่สำคัญที่สุดเท่าที่มองเห็น ถ้าเกิดคุณจะไปแก้ไขปัญหาให้เขา แต่คุณยังไม่เข้าใจเลยว่าเขาต้องการอะไร หรือคุณยังไม่เข้าใจเลยว่าเขาจะรับคุณได้หรือเปล่าถ้าเกิดคุณเป็นตัวของคุณเองโดยที่ไม่ไปปรับเปลี่ยนอะไรกับเขาเลย เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญเลยคือเราจะต้องเปิดก่อน คือเราพร้อมที่จะเรียนรู้อะไรทุกอย่าง มีความตั้งใจที่จะไปเข้าใจปัญหาตรงนั้นจริงๆ แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือสิ่งที่เราสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น หลังจากนั้นเรื่องเงินก็จะเป็นส่วนที่เราต้องทำงานร่วมกันเพื่อที่จะได้จุดนั้นมา

A: (ว่าน) เราต้องมี passion ที่อยากจะช่วย ต้องรู้จักวิเคราะห์ข้อมูล เพราะว่าหลายครั้งที่ลงไปทำงานซึ่งเราคิดว่ามันเป็นแบบนี้ แต่พอลงพื้นที่จริง ไปคุยไปทำความเข้าใจแล้วเอามาตีความอีกที เรากลับพบว่ามันไม่ใช่อย่างที่เราคิดตั้งแต่ต้นสักนิด เมื่อเราวิเคราะห์ข้อมูลได้และเป็น สุดท้ายเราก็ต้องนำทุกอย่างมาเชื่อมโยงกัน ตรงนี้จะทำให้เราสร้างความเปลี่ยนแปลงได้โดยตรงและทำให้เราอยู่อย่างยั่งยืนด้วยตัวเองได้

A: (แตว) ไม่อยากจำกัดความว่าเด็กทุกคนต้องออกมาเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม อันนี้เป็นแค่ตัวเลือกหนึ่งที่ดี แต่แตวมองว่า เราอยากให้คนที่เรียน GSSE และคนที่ร่วมงานกับ GLab สามารถเป็นนักคิดที่ลงมือทำได้ ทำงานเป็น มีความเป็นผู้นำ มีมุมมองที่ดูด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และธุรกิจให้สามารถมีความยั่งยืนได้ โดยที่สามารถมองและประยุกต์สิ่งที่มีทั้งระบบ ไม่ใช่ว่าทำงานนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมแต่ไม่เคยลงไปสัมผัสชุมชนที่เจอปัญหา แตวว่าคนที่จะทำงานด้านนี้ต้องเป็นคนติดดิน แต่สามารถที่จะมองในระบบโครงสร้างได้ด้วย สิ่งสำคัญที่สุดเลยอย่าหยุดที่จะพัฒนาตัวเอง เราต้องทำแล้วกลับมาคิดด้วย ไม่ใช่ทำอย่างเดียว ต้องคิดว่าผลที่จะส่งถึงสังคมคืออะไร ต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร แล้วธุรกิจดำเนินไปได้ไหม เหมือนเราก้าวไปข้างหน้า 10 ก้าว แต่ก็ต้องย้อนมา 2 ก้าวเพื่อมองดูตัวเองด้วย แตวเชื่อมากๆ เลยว่าเราพัฒนาที่ตัวเองก่อน ก่อนที่จะไปพัฒนาคนอื่น เคารพคนอื่นรวมไปถึงความรู้และมุมมองที่แตกต่างได้ เราต้องชัดว่าสิ่งนี้เรารู้นะ สิ่งนี้เราไม่รู้นะ และต้องไม่มองว่าเราเหนือคนอื่น คือมันไม่ใช่เรามาช่วยเขา แต่คือเรามาช่วยกัน

Q: ทั้งสามคนอยู่ในช่วงวัยที่มีโอกาสได้สัมผัสกับการศึกษาของไทยด้วยตัวเอง หรืออย่างแตวเองก็มีโอกาสได้ไปเรียนรู้การเรียนในต่างประเทศด้วย และปัจจุบันก็มีโอกาสเข้ามาทำงานด้านการศึกษา แล้วมีโอกาสได้นำสิ่งที่เจอทั้งจุดอ่อนจุดแข็งของการศึกษาไทยมาใช้ในการออกแบบหลักสูตรและรูปแบบการศึกษาที่เราทำอยู่บ้างไหม?

A: (ว่าน) ตอนที่ว่านเรียนสถาปัตย์จะเป็นการเรียนแบบโปรเจ็กต์เบสอยู่แล้ว ว่านมองว่าการเรียนแบบนี้มันทำให้เราได้เรียนรู้อะไรจริงๆ ซึ่งก็ดีเพราะที่ GSSE ก็ทำเป็นโปรเจ็กต์เบสเหมือนกันแม้ว่าจะเป็นคนละเรื่องกันก็ตาม ซึ่งตรงนี้ว่านว่าเด็กๆ จะได้เรียนรู้จากสิ่งที่เขาได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง อีกส่วนที่ว่านมองว่าการศึกษาไทยยังไม่ได้เปิดให้เราเชื่อมโยงข้อมูลที่เราเรียนกับความรู้ด้านอื่นๆ แต่ GSSE ในช่วงปีท้ายๆ จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เป็นตัวของตัวเอง ไปเรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองอยากเรียนแล้วเอามาเชื่อมโยงกับข้อมูลที่เขามีเพื่อสร้างโปรเจ็กต์ขึ้นมา ตรงนี้ว่านคิดว่าสำคัญ ยิ่งในการทำงานด้วยแล้ว ความรู้ด้านเดียวคงไม่พอ

A: (แตว) แตวมองเรื่องของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นเรื่องของการอัดข้อมูล แต่ไม่มีการสอนในเรื่องของการกรองข้อมูล จะเป็นประมาณว่าอาจารย์พูดอย่างนี้คือถูก หรือว่าคนพูดอย่างนี้คือถูก แต่ไม่มีการสอนให้เด็กกลับมาคิดว่าใช่หรือเปล่า แตวมีโอกาสได้เรียนที่เมืองไทยและที่อเมริกา ซึ่งการเรียนต่างกันมาก ที่นั่นจะให้อ่านและเขียนเชิงวิเคราะห์เยอะมาก แล้วทุกอย่างต้องมาจากตัวเอง จากที่เราไม่เคยตั้งคำถามว่าเราคิดอะไรกับสิ่งนี้ แต่พอไปเรียนที่นั่นสิ่งที่เราต้องทำคือการดึงข้อมูลจาก 5 ฝั่ง แล้วแต่ละฝั่งมองคนละมุมมอง เราก็ต้องตีกลับมาว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง แล้วเรามองมันอย่างไร ถ้าเราสนับสนุนฝั่งนี้ เรามีเหตุผลอะไร ทุกอย่างต้องให้เหตุผลหมดเลย เพราะฉะนั้นเราคิดว่าสิ่งที่ได้มาเราอยากมาช่วยตรงนี้ ก็คือ ‘การสอนให้คิด’ แล้วก็ด้วยโปรเจ็กต์ที่ต้องลงคลาสมันคือการทำงานจริง จะได้ไปคุยกับคนที่เป็นเจ้าของปัญหา เจ้าขององค์กร เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่การเรียนเพื่อได้เกรด แต่คือการเรียนอย่างไรให้เกิดงานที่มี impact

Q: ปัญหาที่เราเห็นมา หลายคนทำงานเพราะเงิน เพราะต้องเลี้ยงชีพ เพราะค่านิยมว่าสังคมบอกว่าดี ทั้งๆ ที่บางครั้งก็ไม่มีความสุข?

A: ใช่ค่ะ จริงๆ มีเพื่อนหลายคนที่ตอนนี้ก็ยังค้นพบตัวเองไม่เจอเยอะด้วย จริงๆ ไม่ใช่เรื่องที่แย่นะคะ บางทีเหมือนค่านิยมมันแรงมากว่าต้องเรียนหมอ ต้องเรียนวิศวะ แต่เรารู้สึกว่าถ้าเขามีโอกาสได้ลงลึกตรงนั้น หรือมีโอกาสอีกสัก 3 ปี ได้ค้นหาตัวเองจริงๆ เขาน่าจะมีความสุขมากกว่านี้ แล้วก็เกิดการย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า ทำไมระบบถึงต้องให้เราชัดตั้งแต่เราอายุ 18 ซึ่งเพื่อนที่เป็นหมอหลายคนไม่มี passion เหลือแล้ว ไม่มีเวลาว่างเลย ฟังแล้วค่อนข้างเศร้า เพราะเขาเป็นคนที่มีศักยภาพและเรียนเก่งที่สุดในสาย แต่ไปอยู่ในจุดที่มีค่านิยมบางอย่างในแง่ที่ว่า ต้องเรียนหมอนะเพราะเป็นอาชีพที่มั่นคง

[...]

For full interview, please see Creative Move .