March 10, 2022

มาทำความรู้จัก ‘Happy Grocers’ กิจการของนักศึกษาวิทยาลัยโลกคดีศึกษา

 

มาทำความรู้จัก ‘Happy Grocers’ กิจการของนักศึกษาวิทยาลัยโลกคดีศึกษา ‘โม’ สุธาสินี สุดประเสริฐ และ ‘มุก’ ปัทมาภรณ์ ดำนุ้ย นักศึกษาวิทยาลัยโลกคดีศึกษา รุ่นที่ 2 ที่คว้าแชมป์ Startup Thailand League 2020 กับแนวคิดสุดเจ๋งร้านขายของชำออนไลน์แบบออร์แกนิกที่ให้บริการแบบส่งตรงถึงหน้าบ้านเพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยให้มีรายได้ที่ยั่งยืน

แนะนำ Happy Grocers

มุก: ปัญหาที่ Happy Grocers พยายามแก้ไข ปัญหาที่หนึ่งก็คือลูกค้าไม่สามารถหาที่มา วิธีการปลูกของผัก ผลไม้แต่ละชนิดได้ ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพของลูกค้าเอง ปัญหาที่สองคือ เกษตรกรขนาดเล็กไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ เนื่องจาก supermarket เจ้าใหญ่ๆ จะรับสินค้ามาจากฟาร์มขนาดใหญ่เพราะว่ามีปริมาณความต้องการที่สูงและต้องการปริมาณการผลิตที่สูงจากเกษตรกรด้วยเหมือนกัน ปัญหาที่สามคือ supermarket จะใช้บริการบุคคลที่สามในการขนส่งเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เกิดการหักค่าคอมมิชชั่น ซึ่งในบางครั้งทำให้ค่าแรงของผู้รับขนส่งไม่เป็นธรรม  ปัญหาข้อสุดท้ายคือ supermarket สร้างขยะจำนวนมาก เช่น ถุงพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ต่างๆ  แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ Happy Grocers พยายามทำคือ การ come up กับร้านขายของชำที่อยู่ในศตวรรษที่ 21 อย่างแรกคือเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับแหล่งที่มาที่ไปของสินค้าแต่ละชิ้นให้กับลูกค้า และอย่างที่สองคือการการขายสินค้าอินทรีย์และสินค้า GAP เป็น Set Grade หรือของที่มาจาก food agricultural practice โดยกลุ่มที่เรารับมาเป็น supplier จะต้องมีใบรับรองและผ่านการตรวจสอบเท่านั้น บริการที่เรามี ณ ปัจจุบันก็จะเป็น ตัว e-commerce และ delivery บน platform happygrocers.co สินค้าบนเว็บไซต์มีทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ เนื้อไก่และไข่ไก่ที่ปราศจากฮอร์โมน พื้นที่ให้บริการคือทั่วกรุงเทพ โดยทีมส่งเป็นทีมของทาง Happy Grocers เอง ทีมงานนี้เป็นเหล่าคนที่ตกงานในช่วงโควิด หรืออาจจะเป็นคนที่รับขนส่งสินค้าอยู่แล้วเพื่อหารายได้เสริม เราก็จะให้เค้ามาวิ่งพาร์ทไทม์เพื่อให้เค้ามีรายได้มากขึ้น อีกบริการที่เรามีคือ grocers truck ค่ะ เราพยายามเอาฟาร์มขนาดย่อมมาให้ถึงหน้าคอนโด แต่ความพิเศษคือคอนโดที่เราไปมามากกว่า 20 คอนโดในปัจจุบันนี้ เป็นคนส่งคำขอให้เราไปลงเอง ลูกค้ามีการส่งคำขอกับทางนิติคอนโดเองโดยที่เราไม่ต้องทำอะไร ณ ปัจจุบัน พื้นที่ให้บริการคือ สุขุมวิต สาทร และอารีย์ โดยจะให้บริการทุกๆ วันหยุดสุดสัปดาห์ เสาร์และอาทิตย์ค่ะ

โม: ทีมของ Happy Grocers ถ้าเป็นเด็กเก่าของ GSSE จะมีโมกับมุกค่ะโมจะเทคแคร์เรื่อง social impact strategy และการตลาด ส่วนของมุกก็จะเป็นในเรื่องของ business development และ operations แต่ว่าเราทำงานกับเครือข่ายเกษตรกรทั่วไทย โดยจุดแข็งคือการที่เราทำงานกับพี่เอ ซึ่งเป็น lead ของ suppliers โดยเค้าเป็น organic thailand inspector และมีฟาร์มของตัวเองด้วย พี่เค้าจะเป็น professional contact เวลาในการหาฟาร์มเพื่อเป็นเครือข่ายของ Happy Grocers ค่ะ ด้านอื่นๆ ก็จะเป็น field trip การจัด food workshop หรือ farmer market การทำโซเชียลมีเดีย และที่จะสำคัญก็คือการบอกปากต่อปากจากลูกค้าปัจจุบันค่ะ เราเน้นในเรื่องความยั่งยืน และสิ่งแวดล้อม และเหตุผลที่ของเราถูกก็เพราะเราไปรับของจากเกษตรกรเองโดยตรง

แรงบันดาลใจในการเริ่มต้นกิจการนี้คืออะไร มีที่มายังไงถึงได้มาร่วมมือทำงานตรงนี้ได้?

โม: Happy Grocers เริ่มได้จากการที่โมอยู่กระบี่กำลังทำโปรเจ็คเกี่ยวกับชุมชน แต่เกิดโควิดเลยรู้ตัวว่าต้องหยุดการทำโปรเจ็กต์ไว้ก่อน และเพราะเราเคยทำ intern และ research เรื่องการทำการเกษตรมาก่อน เราเลยได้เห็นพี่น้องเกษตรกรใน Facebook เริ่มมีปัญหาในการส่งสินค้าไปขาย เนื่องจากตลาดถูกปิด คนเดินทางยาก ทำให้มีปัญหาในการขนส่ง เพื่อนต่างชาติก็เริ่มมีปัญหากับการซื้อของสดเพราะออกจากบ้านไม่ได้ โมเลยคิดว่าเราต้องทำการบริการบางอย่างนะ ที่จะช่วยให้คนซื้อของสดได้ง่ายขึ้นและที่จะสามารถสนับสนุนสินค้าของเกษตรกรได้ ตอนนั้นโมเลยขึ้นมากรุงเทพและมาชวนมุก

มุก: ตอนนั้นที่คนสามารถเข้าถึง grocery ได้จะเป็นเจ้าใหญ่ๆ อย่าง Gourmet, Tops, Lotus, BigC เพราะเค้ามีบริการขนส่งสินค้า แต่อย่างตลาดเล็กๆ เนี่ย คนก็ไม่กล้าเข้าไปเพราะเป็นพื้นที่ชุมชน และอยู่ในช่วงโควิด ทำให้การเราที่ไปเอาสินค้ามาจากเกษตรกรโดยตรงเนี่ย ส่งผลให้คนอยากสนับสนุน local business ทำให้เรามาถึงจุดนี้ และได้รู้จักกับ organic suppliers ซึ่งทำให้เรากล้าเข้ามาทำในส่วนของสินค้าปลอดสารพิษมากขึ้น และเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับบริการของเรามากขึ้นไม่เหมือนการทำผักทั่วไป

ระหว่างทำธุรกิจมีอุปสรรคอะไรบ้าง?

โม: ถ้าพูดถึงอุปสรรคก็คงเป็นความเหนื่อยทางร่างกายมากกว่า ด้วยความที่เริ่มทำกันสองคนทำให้เราต้องทำทุกอย่างเอง ตั้งแต่ strategy, marketing, accounting ,การเงิน, รวมถึงส่งของ และขนของเอง ยกผัก ผลไม้ วันละ 100 กิโล มันเหนื่อยร่างกายค่ะแต่ใจเราก็สู้ตลอด และอีกอุปสรรคนึงก็คือตอนที่ต้องปรับตัวอีกครั้งเพราะเมืองเริ่มกลับมาเปิด ลูกค้าปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เลยต้องเปลี่ยน strategy ตาม ซึ่งมันก็เป็นกระบวนการของการทำธุรกิจอยู่แล้ว เราเลยเตรียมใจมาพอสมควรว่ามันจะเหนื่อยและยาก

มุก: อุปสรรคในส่วนของ operation ก็จะเป็นเรื่องการคัดสรร supplier ให้จัดส่งของให้กับเรา ว่าเราต้องมี strategy ในการคัดเลือกอย่างไร ซึ่งก็เป็นการ learning by doing เลยค่ะ ตอนแรกก็ได้ supplier ไม่ตรงตามต้องการ แต่เราก็มีการวิเคราะห์กันตลอดเวลาทำให้เราเข้าใจและปรับการเลือกหา supplier ที่ดีที่สุดและเหมาะสมให้กับบริการของเรา

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับธุรกิจนี้?

โม: ในส่วนของความสำเร็จคือเรื่องของลูกค้าเลยค่ะ ที่เห็นได้ชัดเลย อาจจะเป็นเพราะเริ่มจากลูกค้าที่มาจากสาย NGO สาย start up อยู่แล้ว ทำให้เค้าเข้าใจว่ากระบวนการของการเริ่มธุรกิจมันยาก ทำให้ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้ทำบริการที่มันสมบูรณ์แบบ แต่ในบางครั้งลูกค้าก็จะมาให้ข้อเสนอแนะ มาช่วยคิดว่าทำยังไงให้ดีขึ้น ช่วยชวนเพื่อนมาซื้อให้ ช่วยสนับสนุนให้ว่าทำไมคนถึงควรสนับสนุนธุรกิจเรา ซึ่งตรงนี้รู้สึกเหมือนถูกลอตเตอรี่ด้านลูกค้ามากๆ ที่มีลูกค้าที่คอยซัพพอร์ตเรามากขนาดนี้ โดยเฉพาะตอนทำ truck ที่มีลูกค้าใหม่เข้ามา มันมาถึงจุดที่ลูกค้าเก่าสามารถอธิบายธุรกิจเราให้กับลูกค้าใหม่ได้เข้าใจ โดยที่เราไม่ต้องพูดเองเลย นั่นคือตอนที่เค้าเข้าใจเลยว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่คืออะไร มากกว่าการที่จะเป็นแค่คู่ค้าของตัวผักผลไม้เท่านั้น

หลังจากสถานการณ์โควิดดีขึ้น ทิศทางของ Happy Grocers จะเป็นยังไงหลังจากนี้?

โม: วิสัยทัศน์กว้างๆ ของเราในตอนนี้ คือเราอยากสร้าง food system ที่มีความยั่งยืน เริ่มจากเรื่องกระบวนการผลิต ตั้งแต่เรื่องการทำฟาร์มไปจนถึงการขนส่ง การทำการตลาดเพื่อเข้าถึงลูกค้า จนถึงเรื่องกระบวนการกำจัดของที่เหลือ ผักผลไม้ที่ลูกค้าทานไม่หมด เราจะเอาไปกำจัดที่ไหนเพื่อให้มันกลับมาเป็นปุ๋ยให้กับผักผลไม้ของเราอีกทีนึง ซึ่งแผนหลักๆ ของ Happy Grocers จะเป็นตรงส่วนการขนส่งและการตลาด และแผนคือเราอยากให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการเป็น supplier เรามากขึ้น เราพร้อมที่จะเสริมศักยภาพเค้าเพื่อให้เค้าทำเกษตรอินทรีย์ กับอีกอย่างคือเรื่องการกำจัดทิ้ง เราวางแผนว่าจะมีบริการที่ช่วยให้คนที่อยู่ในเมืองสามารถกำจัดเศษผัก เศษผลไม้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยการเอามาให้กับทางเราเองด้วย

มุก: ด้วยพื้นฐานของ Happy Grocers คือการทำเกี่ยวกับผักผลไม้ นำไปสู่โปรเจ็กต์ต่างๆ ที่สามารถสร้างคุณค่าจากตัวผักผลไม้ได้ ทั้งยังมีลูกค้าจากต่างประเทศที่อยากให้เราส่งของออกไปให้ และมีโปรเจ็คที่ทำเป็นตัว plant based meat ที่ใช้ผักและผลไม้แทน มีการจัดทัศนศึกษาและ food workshop ด้วย โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้มี core value มาจากผักผลไม้ทั้งนั้นเลย

รู้จักและเข้าร่วมกับทาง Startup Thailand League ได้ยังไง?

มุก: เริ่มต้นจากการที่พี่เจ้าหน้าที่วิทยาลัยโลกคดีฯ ได้มาคุยกับมุกว่ามีพี่ที่เป็นคนส่งเสริม Startup อยากหา SE เข้ามาร่วมโปรแกรมหนึ่ง ซึ่งทำให้เราได้รู้จักกับพี่วัฒน์ที่ทำให้เราได้รู้จักและตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ Startup Thailand League โดยทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบน platform ออนไลน์เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด

โม: ในส่วนของโมกับมุกเนี่ย 4 เดือนที่ผ่านมา เราสนใจเรื่องการสร้างธุรกิจเรามากกว่า ไม่ได้คิดว่าต้องไป pitch อะไร ใช้เงินตัวเองก่อน แต่พอมีโอกาสนี้เข้ามา ถึงแม้จะกระทันหันแต่มองว่ามันเป็นโอกาสที่ดีเลยสมัครไป ส่วนตัวโมน่ะค่ะ ตอนอยู่ GSSE ก็เคยแข่ง Startup Pitch แบบนี้เหมือนกัน และเห็นได้ชัดว่าการที่เราเอาธุรกิจไป Pitch เนี่ยมันช่วยให้ได้ข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์มากๆกลับมา ก็เลยคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์ในการทำ Happy Grocers เหมือนกัน เลยตัดสินใจสมัครไป

ได้เรียนรู้อะไรบ้างในการเข้าร่วมโครงการนี้?

มุก: อย่างแรกเลยเราเคยเรียนมาแล้วตอนเรียนกับ GSSE แล้วก็ได้ทำ case study บ่อย ได้ทำโปรเจ็กต์บ่อย ทำให้เราเข้าใจว่าการที่เราจะสร้างมา 1 โปรเจ็กต์ 1 ธุรกิจเนี่ยมันมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ตัวของ Happy Grocers ก็เหมือนกัน เราแค่ประยุกต์ใช้ทฤษฎีนั้นให้เหมาะกับ content และ context ของสิ่งที่เราทำอยู่ สิ่งที่เราได้เรียนรู้ใหม่ๆก็คือ scale ที่ใหญ่ขึ้น กรรมการที่มาจากหลายภาคส่วน และทำให้เราได้เข้าใจ ได้นำ feedback ต่างๆ มาพัฒนาต่อยอดกับตัวธุรกิจของเรา ตอนนั้น challengeในจุดที่เราพยายามจะ highlight ตัว Happy Grocers ของเรา แต่ด้วยความที่เราเคยผ่านการทำ pitch มาก่อนในช่วงระยะเวลา 4 ปีที่เรียนมา เลยไม่ได้ทำให้เรารู้สึกตื่นตระหนกกับเวทีค่ะ

นำ Design Thinking มาประยุกต์ใช้กับ Happy Grocers ได้ยังไง?

โม: จริงๆ โมกับมุกจะมีการคุยกันตลอดอยู่แล้วว่า ทุกอย่างเป็นอย่างไรบ้าง ช่วงหลังๆ มีการแยกส่วนกันทำงาน ก็จะมีการให้ feedback กันตลอด คุยกันตลอดว่ามีตรงไหนที่ทำให้ดีขึ้นได้บ้างไหม คือ Design Thinking ที่เราใช้มันธรรมชาติมากๆ เราไม่ได้ทำ workshop แต่มันคือการถก การพูด การคุยกันเรื่อยๆ เพื่อให้เข้าใจปัญหา ระบุว่าปัญหาคืออะไร ระดมความคิดกัน และหาวิธีแก้ปัญหา ณ ตรงนั้นเลย ปัญหามันเกิดขึ้นบ่อยๆ อยู่แล้วเพราะเป็นการทำธุรกิจ เราจะต้อง brainstorm กันให้เร็ว ตัดสินใจให้เร็ว

มุก: Design Thinking มันเป็นสกิลนึงที่เราได้ฝึกกันตอนเรียน และพอเป็นชีวิตการทำงานแล้ว ก็ได้มาใช้ในชีวิตประวันเลยค่ะ ยกตัวอย่างคือเราไม่ได้ใช้แค่คนใดคนนึง แต่เหมือนมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเนี่ย เราจะพยายามมองให้ครบด้าน พยายามมองให้ครบทุก stakeholders ว่าถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้น ฝั่งนี้จะคิดยังไง ฝั่งนั้นจะเป็นยังไง ฝั่งนู้นจะมีผลกระทบอะไรไหม พอเราใช้สกิลนี้เป็น daily basis ในการทำงานเนี่ย ทำให้การตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและฉับพลัน

นำความรู้เรื่องการทำธุรกิจเพื่อสังคมที่เรียนมาตอนอยู่ GSSE มาใช้ในธุรกิจยังไงบ้าง?

โม: เราคิดว่าเป็นในเรื่องของ persistence หรือการไม่ยอมแพ้ ด้วยความที่เชื่อตลอดว่ามันจะต้องมีวิธีแก้ปัญหาในทุกๆ อย่างเสมอ ถือว่าเป็นนิสัยที่ได้รับการสะสมมาตั้งแต่ตอนอยู่ GSSE ว่า Design Thinking คือต้องคุยกันก่อนนะแล้วเราจะสามารถหา solution ด้วยกันได้ไม่ว่าอะไรก็ตาม สิ่งนี้กลายมาเป็นนิสัยของโมว่า ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรเราคิดว่าถ้าเราได้นั่งคุยกับคนทุกภาคส่วน คุยกันทีม คุยกับ supplier คุยกับลูกค้า จะทำให้สามารถหาช่องทางแก้ไขได้เสมอ ทำให้เราเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และพอเราได้มาทำงานนี้

มุก: จากตอนแรกที่ Happy Grocers มีกันแค่ 2 คน ตอนนี้เราก็ได้มีสตาฟเข้ามา อีกอย่างนึงที่สำคัญมากก็คือ leadership ทั้งในการเป็นผู้นำและผู้ตาม โดยเราเป็นผู้ตามเพราะเราใหม่ในตลาด ใน industry นี้ เกิดจากการถามและคุยกับคนเยอะๆ พอเรามีสตาฟเป็นของเราเอง มันมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เราจะต้องใช้ leadership นั้นในการตัดสินใจ แต่เราจะเป็น leader หรือ bossy ก็มีความแตกต่าง ซึ่งนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ได้เรียนมาตอนอยู่ GSSE ทำให้เราได้เป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในเรื่องต่างๆ เพราะเรานั่งคุยกับสตาฟเราทุกคน ว่าปัญหาคืออะไร เรามีแนวทางแก้ไขปัญหายังไง และอะไรเป็นทางออกที่จะประนีประนอมทั้งสองฝ่าย นั่นคือที่เราประยุกต์ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ และตอนที่ต้อง pitch เนี่ย เราต้องพูดถึงธุรกิจของเราให้ในหลายภาคส่วนเข้าใจ ดังนั้น public speaking skill ที่เราได้เรียนรู้มาในชั้นเรียน จากตอนแรกมุกเป็นคนไม่กล้าพูดหน้าห้องเลย แต่เพราะการเรียนที่ GSSE ที่ทำให้เราได้พูดหน้าห้องแบบนี้มาตลอดเป็นระยะเวลาสี่ปี นั่นทำให้เราได้มีประสบการณ์ที่สั่งสมมา ว่าเราต้องมีวิธีการพูดยังไง ความกล้าที่เกิดขึ้นเหล่านี้ก็ล้วนมาจากคลาส public speaking ที่ได้เรียนตอนอยู่มหาวิทยาลัย

สิ่งที่ทำอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ตรงกับความตั้งใจก่อนที่จะเข้ามาเรียนที่ GSSE ไหม?

มุก: GSSE เป็นคณะเดียวที่มุกเลือกตั้งแต่ก่อนที่มุกจะมีสิทธิ์สมัครได้ด้วยซ้ำ เพราะมุกรู้สึกว่าเราต้องการทำอะไรซักอย่างเพื่อให้เกิดคุณค่า แต่ ณ ตอนนั้นด้วยความที่มุกไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนแรกเลยเข้าใจว่าเราอยากเป็นนักกฎหมาย อยากเป็นเขียนข่าว เพราะอยากผดุงความยุติธรรม แต่พอเราได้เรียนรู้มากขึ้นเรากลับไม่ชอบ พอเราได้มาเห็นโปรแกรมของ GSSE เกี่ยวกับการผู้ประกอบการสังคม เราทำทุกอย่างเพื่อทำให้สังคมด้านใดด้านนึงหรือในทุกๆด้านดีขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในความเป็นจริงที่ว่าทุกๆ ธุรกิจต้องทำเงินได้ ทำให้มุกเริ่มสนใจ เพราะเรามีภาพในหัวมาตลอดว่าคนที่ทำเพื่อสังคมมักจะไม่ได้เงินและเหนื่อย พอ GSSE บอกว่ามีโปรแกรมที่จะสอนเรื่องการแก้ไขปัญหาสังคมพร้อมกับการสร้างธุรกิจไปด้วย นั่นเป็นจุด inspire มุกทำให้มุกอยากมาเรียนรู้อันนี้ ตลอดเวลาสี่ปีมาเนี่ย ณ ปัจุบันเราก็ได้ทำตรงกับที่ GSSE สอนในเรื่องของ SE สำหรับมุกก็ถือว่าตรงกับสิ่งที่เราอยากทำตั้งแต่แรก เพราะตอนแรกก่อนมุกมาทำ Happy Grocers เราได้ไปทำงานบริษัทมา แต่สุดท้ายมันไม่ใช่ เราไม่ชอบ เพราะเรารับความกดดันจากตรงนั้นไม่ได้ แต่พอได้มาทำตรงนี้ เรารู้สึกว่าเราได้ทำเพื่อภาคเกษตรกรรม ได้ทำงานกับคน ได้มี human interaction นั่นก็คือสิ่งที่มุก happy ณ ปัจจุบัน ซึ่งมันก็ตรงกับที่ตัวเองอยากทำตั้งแต่ตอนปี 1 ก่อนเข้า

โม: ในส่วนของโม บอกตรงๆเลยแล้วกัน ด้วยความที่เป็นเด็กต่างตังหวัด เมื่อก่อนนี้จะถูกสอนมาให้คิดตลอดว่าการไม่เป็นคนไทย การไม่อยู่ประเทศไทยคือสิ่งที่ดี ความสำเร็จคือการไปอยู่ต่างประเทศ คือการไม่ต้องอยู่ในระบบนี้แล้ว ตอนเข้ามาก็รู้สึกว่าเรียนจบจะไม่อยู่ไทยแน่ๆ เพราะไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว ระบบมันไม่ดี แต่จากสี่ปีที่ได้อยู่กับ GSSE ก็ได้มีโอกาสต่างๆ ที่ได้ไปทำงานกับต่างประเทศบ้าง ได้ทำ rsseach ทำโปรเจ็กต์ในที่ต่างๆ ทำให้เราเห็นโลกกว้างขึ้น ทั้งในเรื่องของระบบส่วนรวมที่เป็นระดับนานาชาติและในประเทศเราเอง ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่า เราควรจะอยู่จุดไหนเพื่อที่จะทำให้เราสร้าง impact ได้ ตอนนี้ก็เลยพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า เราอยากอยู่ประเทศไทย เพราะเรารู้สึกว่าสิ่งที่เราสามารถให้กับสังคมได้ ด้วยสกิล ด้วยทรัพยากร ทั้งคอนเนคชั่น อะไรต่างๆอที่โมมีมันสามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยได้ เลยรู้สึกว่าอาจจะต่างจากตอนปีหนึ่งเพราะตอนนี้ไม่อยากไปไหนแล้ว อยากสร้างธุรกิจนี้ให้มันโตและสนับสนุนเกษตรกร สนับสนุนลูกค้าให้กินดีอยู่ดี สนับสนุน food systemให้มันแข็งแรงได้ เพราะมุมมองที่เปลี่ยนไปแน่ๆ เลยจากตอนก่อนเข้าเรียนคือ เมื่อก่อนเวลาเห็นปัญหาปุ๊ป เราจะรู้สึกว่ามันไม่ดี จะไปอยู่ที่อื่น แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเวลาเห็นปัญหาแล้วอยากจะลงมือแก้ไขเองเพราะเรารู้สึกว่าเราเห็นระบบและเข้าใจระบบมากขึ้น เราเห็นว่ามันควรต้องเข้าช่องทางไหน ซึ่งอาจจะคดเคี้ยวบ้าง แต่รู้สึกว่าอยากเอาตัวเองเข้าไปอยู่ตรงนั้น

ในฐานะที่ทำธุรกิจด้านเกษตรกรรม อยากเห็นเกษตรกรรมบ้านเราเปลี่ยนแปลงไปในทางไหนบ้าง และในอนาคตอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนบ้าง?

โม: เท่าที่เห็นคือประเทศไทยมีทรัพยากรที่พร้อมต่อการเพาะปลูกและการทำเกษตรกรรมมากๆ ที่อยากเห็นก็คืออยากเห็นเกษตรกรไทยที่เป็นฟาร์มขนาดเล็กสามารถเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น มีตลาดที่พร้อมที่จะให้ค่าแรงที่ยุติธรรมที่จะให้เงินที่คุ้มกับคุณค่า เพราะเรารู้สึกว่ายังมีฟาร์มในประเทศไทยอีกมากมายที่ยังไม่สามารถเข้าถึงตลาดตรงนี้ได้ และเป็นสิ่งที่เราสามารถสร้างร่วมกันได้กับ Happy Grocers ค่ะ

มุก: สิ่งที่มุกอยากเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาทางด้านเกษตรกรรมในประเทศไทยก็จะเป็นการใช้เทคโนโลยี การเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อมาลดค่าใช้จ่ายทางด้านต้นทุนในการเกษตร ซึ่งจะสามารถทำให้เค้ามีรายได้มากขึ้น ราคาที่ถูกตั้งในตลาดจะได้มีความสมเหตุสมผลทั้งในทุกภาคส่วน ทุกๆ พื้นที่ที่ต่างกัน อย่างเช่น พื้นที่อีสาน เมื่อเขาเพาะปลูกเค้าจะต้องใช้น้ำมากกว่าพื้นที่ที่มีน้ำเยอะอยู่แล้ว ทำให้กำไรที่ได้มากลายเป็นค่าตอบแทนที่ไม่ได้มากขนาดนั้นสำหรับเกษตรกรที่มีต้นทุนสูง นั่นคือสิ่งที่มุกและ Happy Grocers อยากเห็น เราอยากเห็นเกษตรกรรมไทยสามารถใช้เทคโนโลยีได้มากขึ้น

มีอะไรอยากจะฝากถึงน้องๆ รุ่นใหม่ที่สนใจธุรกิจ Startup หรือธุรกิจเพื่อสังคมต่างๆ ไหม?

มุก: พูดในส่วนของความคิดแล้วกันค่ะ เพราะทุกคนคงมีสิ่งที่สนใจและสิ่งที่อยากทำต่างกันอยู่แล้ว สิ่งที่ทำให้มุกกล้ามาทำธุรกิจเป็นของตัวเองเพราะว่าเราเชื่อมั่นว่าเรากำลังทำอะไรอยู่และเรามีการวางแผนว่าเราจะสร้างกำไรจากตรงนั้นด้วยวิธีไหน และพอเรามั่นใจแล้วเราจึงออกมา การทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนก้อนโต อย่างของ Happy Grocers เองก็ไม่มีเงินลงทุนเลย zero invest เพราะเราวางแผน strategy เพื่อให้เราได้กำไรจากการทำตรงนี้และถ้าเราขาดทุนจากการทำตรงนี้ เราจะได้ไม่เสียใจ หรือเสียดายกับมัน แต่ไม่ได้หมายความว่าการขาดทุนจะเป็นผลเสียกับธุรกิจนะคะ เพราะถ้าเราสามารถมีวิธีการคิด เราเข้าใจสถานการณ์ธุรกิจของเรา สถานการณ์โลก และสถานการณ์ของตลาดและปรับเปลี่ยนเพื่อให้เราเท่าทันมันตลอดเวลา เราจะสามารถกลับมาสู่ตลาดและสามารถสร้างรายได้ได้มากขึ้น เช่นเดียวกับ Happy Grocers ที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด สถานการณ์โควิดกำลังหมดไปในอนาคตอันใกล้ เราก็ต้องมาวางแผนกัน ว่าเราจะทำเงินจาก Happy Grocers ยังไงด้วยการวางแผนกลยุทธ์ใหม่ค่ะ

โม: สำหรับโมนะคะ อยากจะบอกน้องๆ ว่าเราจะถูกสังคมคาดหวังตลอดว่าเราจะต้องรู้ตัวเองและทำในสิ่งที่เรารัก แล้วถ้าเราไม่รู้ตัวเองและไม่รู้ว่าเราอยากทำอะไร จะทำยังไงล่ะ โมอยากแนะนำน้องๆ ว่า ถ้าหากยังไม่รู้ตัวเองก็ให้ลองทำหลายๆ อย่างไปเลย เราจะไม่มีทางรู้หรอกถ้าเราไม่ได้ลองทำอะไรไป และอยากให้ทุกคนไม่ต้องกลัวว่า สมมติทำอะไรไปแล้วเราอยากจะหยุดทำมัน เพราะถ้าเรารู้ว่าไม่ชอบ ก็ไม่เป็นไร ลองสิ่งใหม่ได้  ลองไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้ว่าตัวเองชอบอะไร ยิ่งลองหลายๆ อย่างเร็วก็จะยิ่งทำให้เราเจอตัวเองเร็ว สู้ๆค่ะ

ดูรายละเอียดของ Happy Grocers ได้เพิ่มเติมได้ที่นี่ https://happygrocers.co/store?lang=en

NEWS & EVENTS

RECENT NEWS

ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรมสนทนาแลกเปลี่ยน ‘ยุคนี้…ทำไมต้องหลักสูตรอินเตอร์’

  เรียนอินเตอร์ดีมั้ย? สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร? จบมาแล้วทำงานแบบไหน? เอาความอินเตอร์ฯ มาต่อยอดอะไรได้บ้างนะ? วิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญน้องๆ มัธยมฯ ผู้ปกครอง และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมกิจกรรมสนทนาแลกเปลี่ยน ในหัวข้อ “ยุคนี้…ทำไมต้องหลักสูตรอินเตอร์?” ผ่านระบบ Zoom ในวันที่ 5 พ.ค....

Read More

JOIN OUR VIBRANT AND INNOVATIVE TEAM

At the School of Global Studies (SGS), Thammasat University
we are always on the search for talented individuals ready to be part of a vibrant and innovative team.

Contact Us

Rangsit Campus (BA Program)

School of Global Studies, Thammasat University

Learning and Laboratory Building, Piyachart 2
99 Moo 18 Klong Luang, Rangsit, Pathumthani
12121, Thailand

Office :
+66 (0)2 564 4444 or +66 (0)2 696 5000 Ext. 4428 (PR), 4427 (HR), 4431 (Education), 4420 (Finance) 

Admission Team :
+66 (0)86 788 8064

Tha Pra Chan Campus (MA/PhD)

Office of Graduated Studies, School of Global studies,

F444, 4th floor60th anniversary building (river side), Thammasat University 2 Prachan Rd., Pranakorn, Bangkok 10200, Thailand

Office :
+66 (0)2 613 2037

E - MAIL

info@sgs.tu.ac.th

phd@sgs.tu.ac.th

mas@sgs.tu.ac.th

gsse.admission@sgs.tu.ac.th

Shopping Basket