May 25, 2022

รีวิวจากศิษย์เก่า GSSE – จินนี่ GSSE รุ่น 2

อะไรเป็นเหตุผลทำให้ตัดสินใจมาเรียนที่ GSSE?

จินนี่: มีอยู่หลายสาเหตุมาก แต่ขอพูดถึงแค่สามข้อหลักๆ แล้วกันค่ะ ข้อแรกคือสิ่งที่สนใจ จินนี่เป็นคนชอบตั้งคำถาม กับตัวเองว่าความฝันกับเป้าหมายของตัวเราคืออะไร ทำอย่างไรที่เราจะมีโอกาสได้เรียนทั้งธุรกิจ ดีไซน์ และด้านสังคม แล้วเราก็เอาสามส่วนนี้มาสร้างให้เกิดธุรกิจที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้บ้าง และข้อสองถามตัวเองต่อว่ามันมีที่ไหนในมหาวิทยาลัยที่มีวิธีการเรียนการสอนแบบ Project based learning เพราะเราชอบลงมือทำ ชอบนำเสนอ ชอบใช้รูปแบบของศาสตร์หลากหลายด้านมาผนวกกับความคิดสร้างสรรค์ ส่วนข้อที่สามเราก็ยังหาที่ที่ช่วยให้คิดแบบแบบภาพรวมตั้งแต่ท้องถิ่นไปจนถึงรอบโลก เพราะจินนี่เคยได้มีโอกาสเดินทางไปถ่ายสารคดีกับคุณพ่อตั้งแต่เด็กๆ โดยเฉพาะช่วงมัธยมปลายได้เดินทางไป 10 ประเทศอาเซียนในตลอดสามถึงสี่ปี แล้วเราพบความจริงที่ว่าบริบทของโลกและสังคมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แม้แต่เพื่อนบ้านเราก็มีส่วนที่เหมือนแล้วก็คล้ายคลึงกับเราอยู่เหมือนกัน จึงได้แรงบันดาลใจจากทั้งสามส่วนนี้ในการตัดสินใจเข้ามาเรียนที่หลักสูตร GSSE ค่ะ

มีวิธีคุยกับคุณพ่อคุณแม่อย่างไร ถึงได้มาเรียนที่นี่?

จินนี่: โชคดีที่คุณพ่อคุณแม่ค่อนข้างเปิดกว้างและให้โอกาส จากพื้นฐานครอบครัวที่เชื่อว่าถ้าเราชอบหรือสนใจอะไรเราจะทำสิ่งนั้นได้ดี ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างลำบากเพราะก่อนที่จะรู้จัก GSSE อยากเข้าคณะ INDA (International Program in Design and Architecture) ซึ่งคุณแม่อยากให้ตัวจินนี่เข้าคณะนี้มากๆ ด้วย แล้วเราก็เตรียมเรียนวาดรูปเยอะมากๆ ผลสรุปคือติดทั้งสองคณะ ทั้ง GSSE แล้วก็ INDA พร้อมกัน ทำให้ยากมากในการตัดสินใจว่าจะเลือกคณะอะไรดี แต่สุดท้ายแล้วก็คืออยู่ที่ตัวจินนี่เองเพราะว่าเป็นคนที่ต้องเรียน จริงๆ แล้วตัวน้องชายของจินนี่เองก็ได้ตามกันเข้ามาเรียนที่ GSSE เหมือนกัน เหตุผลคล้ายๆ กันคือเราทั้งคู่มองหาคณะที่ใช่และเหมาะสมกับเราจริงๆ

เหตุผลที่น้องชายได้มาเรียนที่นี่ ส่วนหนึ่งมันมาจากการที่เราได้มาเรียนที่นี่ก่อนรึเปล่า?

จินนี่: ยอมรับว่าเป็นส่วนที่สำคัญนะคะ เพราะว่าตอนนั้นจีโน่ (น้องชาย) ไปแลกเปลี่ยนในโครงการของ AFS (American Field Service) ที่ประเทศรัสเซีย แล้วก็เพิ่งกลับมาในช่วงของม.6 ตอนนั้นจีโน่ค่อนข้างดังเป็นพลุแตกมากเลยเพราะว่าทำคลิปวิดีโอที่รัสเซียมีคนดูเป็นแสนวิวภายในเวลาไม่กี่เดือน ตอนนั้นน้องคิดว่าอยากจะเข้าคณะทางด้านนิเทศศาสตร์กับวารสารศาสตร์ แต่พอน้องได้คิดไปคิดมาแล้ว ถึงแม้ว่าคุณพ่อจะทำงานทางด้านอาชีพนี้ แต่คุณพ่อบอกว่ามันคือโอกาสอันดีมากกว่าที่เราได้มีโอกาสมาเรียนรู้ศาสตร์อื่นๆ แล้วบูรณาการศาสตร์นี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมดค่ะ เพราะฉะนั้นก็เลยเป็นที่มาที่ไปของที่บ้าน เรามองว่า GSSE ถึงแม้ว่าจะมาอยู่คณะเดียวกัน แต่ไม่ได้หล่อหลอมให้ทุกคนออกมาในรูปแบบเดียวกันค่ะ เป็นเหตุผลที่ให้น้องชายมาเรียนที่เดียวกันด้วยค่ะ

พอก้าวเข้ามาอยู่ในรั้ววิทยาลัยโลกคดีศึกษา มธ. แล้วเป็นอย่างไรบ้าง?

จินนี่: ช่วงแรกๆ ยอมรับว่าท้าทายมากๆ เพราะว่าไม่ได้เรียนอินเตอร์มาตั้งแต่เด็ก แต่ว่ามีความฝันว่าอยากเรียนคณะอินเตอร์มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ด้วยความที่รู้ว่าตัวเราไม่ได้เก่งทางด้านภาษาอังกฤษมากนัก ทำให้เรามีความรู้สึกว่าต้องพยายามมากกว่าคนอื่นๆ ต้องอ่านหนังสืมหนักกว่าเพื่อนๆระหว่างที่เรียน ต้องเตรียมตัวเยอะกว่าเพื่อนคนอื่นๆ เพราะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจบทเรียน ยอมรับว่าตอนแรกๆ ที่เข้าไปเรียนบทความแรกที่อ่านต้องแปลทุกบรรทัดเลยค่ะ แต่สิ่งที่ได้รับจากที่นี่คือความอบอุ่นของอาจารย์ซึ่งเข้าใจนักศึกษามากๆ เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกตอนที่เข้ามาเรียนตอนปีหนึ่งว่า “นอกจากคุณจะเข้ามาอยู่ในการเรียนรูปแบบใหม่ คุณยังต้องเรียนภาษาใหม่ด้วย เพราะฉะนั้นเราเข้าใจ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้จินนี่รู้สึกว่าขนาดอาจารย์ยังเห็นอกเห็นใจและเข้าอกเข้าใจเราเลย เราจึงอยากจะทำทุกอย่างให้เต็มที่ นอกจากนี้ยังรู้สึกว่าการที่เข้ามาเรียนใน GSSE เหมือนได้มาเจอการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียนหรือ User centric เพราะแทบทุกคลาสที่จินนี่ได้เรียนค่อนข้างเป็น intensive course คือห้องเรียนไซส์เล็กที่นักศึกษาน้อยเพื่อเน้นคุณภาพ ซึ่งเราชอบมากๆ เวลาที่ได้เรียน ได้มีเวลาพูดคุยกับอาจารย์เยอะๆ เวลาเรียนไม่ได้นั่งฟังอาจารย์สอนอย่างเดียว เพราะอาจารย์จะพยายามชวนคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่ตลอดอย่างทั่วถึง ตลอดสี่ปีที่เรียนมาเรารู้สึกชื่นชมวิทยาลัยฯ มากๆ คือเขาสอนให้เราเรียนรู้ตลอดเวลา ซึ่งตัววิทยาลัยฯ เองก็ปรับหลักสูตรจากการทำ Course evaluation อยู่ตลอด รับ feedback จากนักศึกษาในแต่ละครั้งที่เรียนหรือแต่ละรุ่นที่เรียน เพื่อปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เนื้อหาทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่ตลอดค่ะ

ได้เรียนเกี่ยวกับ Global Studies & Social Entrepreneurship อย่างไรบ้าง?

จินนี่: ในช่วงของปีหนึ่งนะคะ จากโจทย์ที่บอกว่าเราจะต้องไปเป็น Entrepreneur (ผู้ประกอบการ) หรือเราจะไปเป็นคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม ก่อนที่จะไปคุยกับใครหรือสร้างการเปลี่ยนแปลงกับใครสำคัญที่สุดคือการเข้าใจตัวเองค่ะ ปีแรกเรียนเกี่ยวกับตัวเราแล้วก็สังคมรอบตัวเรา Self-awareness คือปัจจัยสำคัญ จะยกตัวอย่างสองวิชาสำคัญในส่วนของปีหนึ่ง คือ About People, Groups, and Network ทำให้เราเข้าใจสาเหตุว่าทำไมเราถึงทำพฤติกรรมอย่างที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ มีความคล้ายคลึงกับจิตวิทยา แต่จะออกแนวประยุกค์ใช้มากกว่าทฤษฎี วิชาที่สองจะเป็น Understanding Human Communication สิ่งสำคัญเลยของ GSSE คือการสื่อสาร เป็นจุดต่างของนักศึกษา GSSE ที่แตกต่างจากคณะอื่นเพราะว่าถ้าเราจะสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนเรา เราต้องโน้มน้าวหรือสื่อสารให้ดี การทำงานโน้มน้าวไม่ใช่แค่ตัวเราหรือคนไม่กี่คน แต่ต้องโน้มน้าวคนกลุ่มใหญ่ การสื่อสารนวัตกรรมของเราให้คนอื่นทราบจึงเป็นสิ่งสำคัญ ชีวิตที่เรียนที่ GSSE การ pitch หรือ present (นำเสนองาน) เป็นกิจกรรมที่ทำบ่อยที่สุดแล้วค่ะ ในส่วนของปีสอง เมื่อเราเข้าใจตัวเองและระดับสังคมในพื้นฐานแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือเราต้องเริ่มมองดูโลกว่ามีโจทย์ที่เป็นประเด็นหรือปัญหาอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะสามารถนำมาตั้งเป็นหัวข้อในการสร้างนวัตกรรมในส่วนของปีที่สามและสี่

ปีสามกับปีสี่เป็นอย่างไรบ้าง ความแตกต่างกับตอนที่เรียนปีหนึ่งกับสอง?

จินนี่: ช่วงปีสามกับปีสี่รู้สึกว่าเป็นช่วงที่ลงตัวมากๆ เลยค่ะ เริ่มรู้แนวทางการสอนของ GSSE รู้แล้วว่าตัวเองชอบอะไร เนื่องจากได้มีโอกาสได้ไปฝึกงานมาด้วย ทำให้รู้ถึงจุดที่ต้องพัฒนา ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบเรื่องธุรกิจกับผู้ประกอบการอยู่แล้ว ซึ่งในปีสามนี่เองที่เราจะได้เรียนเรื่องเกี่ยวกับการทำธุรกิจตั้งแต่การสร้างองค์กร ในส่วนของปีสี่ก็มีการแยกวิชาออกมาเป็น Minor (วิชารอง) ตามความสนใจของนักศึกษา เช่น Technology Advocacy และ Intervention ซึ่ง Intervention จะเรียนคล้ายๆ กับการทำธุรกิจ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่ธุรกิจลอยๆ แต่เป็นธุรกิจที่ได้รากฐานมาจากปีหนึ่งกับปีสองค่ะ สรุปความแตกต่างของแต่ละปีคือ ปีหนึ่งเข้าใจตัวเอง เข้าใจบริบทตัวเรา สังคมในหน่วยย่อย ปีสองเข้าใจบริบทของโลกเพื่อนำมาเป็นโจทย์ ปีสามเข้าใจการทำธุรกิจบริหารองค์กร และปีสี่นำความรู้ในแต่ละปีมาสร้างเป็นนวัตกรรมหรือสิ่งที่เราสนใจค่ะ

ชอบวิชาไหนมากที่สุดสามอันดับแรก?

จินนี่: วิชาแรก Private sector and Social Innovation คือการเรียนที่เข้าใจเกี่ยวกับกลยุทธ์ของการทำธุรกิจ ไม่ใช่แค่กลยุทธ์ที่เอาไว้ท่องจำ แต่เป็นกลยุทธ์ในเชิงของการประยุกต์ ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ในส่วนของทั้งการทำงานระดับองค์กร cooperate หรือว่าทำในบริษัทของตัวเอง Entrepreneur หรือ Startup ก็ได้ ในส่วนนี้คือเรียนทำเป็นโปรเจ็กต์เช่นกันค่ะ คือตั้งเป็นธุรกิจของเราขึ้นมาธุรกิจหนึ่ง แล้วก็ต้องวางแผนกลยุทธ์ของการทำธุรกิจนี้ ตั้งแต่การเริ่มต้นว่าเราอยากทำผลิตภัณฑ์แบบไหนไปจนถึงการสร้างองค์กรเลยค่ะ ซึ่งอาจารย์ที่มาสอนก็เป็นอาจารย์ที่อยู่ในภาคธุรกิจจริงๆ ที่ทำอยู่ใน International cooperation ด้วย ทำให้วิชานี้เป็นวิชาที่ชอบมากๆ และเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในการทำงานและนำเนื้อหาที่ได้มาใช้อยู่ทุกวันนี้

วิชาที่สองค่ะ Special topic and Global Study วิชานี้เป็นวิชาเลือกที่ทดสอบฝีมือที่เรียนมาตลอดสี่ปีเลยค่ะ เพราะว่าต้องเอาความรู้ทั้งหมดที่เรียนมาประยุกต์ใช้โดยที่ไม่มีอาจารย์มานั่งสอนแล้วนะคะ เพราะเราต้องเป็นคนริเริ่มทุกอย่างเองตั้งแต่ต้นว่าอยากจะทำโปรเจ็กต์อะไร แล้วจะมีอาจารย์เป็น Mentor หรือว่า Advisor coach (ที่ปรึกษา)ให้ค่ะ ซึ่งจินนี่ได้ทำโปรเจ็กต์ที่อยากทำตั้งแต่ก่อนเข้ามาเรียนที่ GSSE แล้ว ปัจจุบันโปรเจ็กต์นี้ก็ยังคงทำอย่างต่อเนื่องอยู่ โดยเป็นโปรเจ็กต์ที่เกี่ยวกับ Educational Micro Learning Platform ของประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งโปรเจ็กต์นี้มันกลายมาเป็นพื้นฐานในการให้เราต่อยอดทำเป็นธุรกิจหลังจากเรียนจบ ไม่ใช่แค่จินนี่คนเดียวนะคะ แต่รวมถึงเพื่อนในรุ่นที่เรียนวิชานี้มาด้วยกันก็ได้มีโอกาสต่อยอดธุรกิจจากโปรเจ็กต์นี้จริงๆ เหมือนกัน 

วิชาสุดท้ายที่น่าสนใจและชอบมากๆ คือ Community Based Learning ที่เป็น Internship (การฝึกงาน) ต้องขอบอกเลยว่าเป็นวิชาไม้ตายของ GSSE ที่แตกต่างจากทุกคณะจริงๆ ค่ะ การฝึกงานตลอดสามครั้งตั้งแต่ปี 1-3 เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากๆ เป็นเครื่องมือที่ผสมผสานเอาสิ่งที่เราเรียนรู้ในห้องเรียนมาบวกกับสิ่งที่เราเรียนรู้นอกห้องเรียนได้เอาออกไปใช้งานจริง หรือแม้แต่บางเรื่องที่เรายังไม่รู้ก็ได้ใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้เพิ่มเติม มันเป็นโอกาสที่ทำให้จินนี่ได้ค้นพบแล้วก็เจอตัวเองว่าอยากทำงานในด้านไหน แล้วก็โชคดีที่มีอาจารย์ที่คอยให้คำแนะนำว่าควรที่จะไปฝึกงานที่ไหน โดยแนะนำจากความสนใจของเราเอง ซึ่งก็จะช่วยส่งเสริมในส่วนนี้ของเราอย่างมากเลยค่ะ

ตั้งแต่เรียนมาได้ทำโปรเจ็กต์แบบไหนและเกี่ยวกับอะไรที่รู้สึกภูมิใจที่สุด?

จินนี่: โปรเจ็กต์ที่ภูมิใจที่สุดคือ Special Project ค่ะ ที่เมื่อกี้แอบเกริ่นให้ฟังไปในข้างต้น เพราะว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่ให้แรงบันดาลใจในการสอบเข้า GSSE และที่สำคัญคือมันยังดำเนินมาถึงทุกวันนี้โดยโปรเจ็ก์นี้จะทำให้เกิดสื่อการเรียนการสอนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ที่อยู่ในประเทศไทยเพราะทุกคนอาจจะไม่ได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ เราจึงอยากพาห้องเรียนในต่างประเทศให้เข้ามาให้น้องๆ ทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึง นอกจากเรื่องการศึกษาแล้ว จินนี่พบว่าสิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือเรื่องของสังคมวัฒนธรรม แล้วการที่เราอยากจะคบค้าเป็นประชากรโลกหรือทำธุรกิจกับต่างชาติสิ่งที่สำคัญคือเราต้องเข้าใจสังคมวัฒนธรรมการสื่อสารภาษาเดียวกับเขาให้ได้ก่อน ซึ่งเราก็ได้นำโปรเจ็กต์นี้มาคู่กับการเรียนวิชาอีกสองวิชาในปีสี่ค่ะ ตอนปีสี่เทอมหนึ่งคือแทบจะเอาเครื่องมือของคลาสที่เรียนลงทั้งหมดมาใช้ใน Special Project แล้วเป็นโปรเจ็กต์เชื่อมกัน เพราะฉะนั้นสามวิชาใช้โปรเจ็กต์เดียวเลยค่ะ มันก็เลยจะได้องค์ความรู้หลายระดับเพราะมีอาจารย์อยู่ประมาณสามคนในการทำหนึ่งโปรเจ็กต์ แล้วก็เรียนทั้งเรื่องของ Branding (การสร้างแบรนด์) เรื่องของการวางกลยุทธ์ ซึ่งตอนที่ทำในช่วงนั้นกิจกรรมที่พัฒนาแล้วก็เลยรู้สึกว่าอินมากๆ เลยคือเอาชีวิตจริงของเรามาทำในห้องเรียน มีอาจารย์ที่คอยเป็น Mentor ให้คำแนะนำ แล้วก็ได้เรียนรู้วิธีการนำเสนองานที่เจอคำถามจำนวนมากค่ะ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาออกมามันแม่นยำมากขึ้น ซึ่งพัฒนาเป็น Educational Micro Learning platform ที่มีทั้งสารคดี  รูปภาพ บทความ ความรู้ต่างๆ จบในที่เดียวเลย ซึ่งโปรเจ็กต์นี้จะมีส่วนช่วยคุณครูและนักเรียนได้มีการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในภาวะของโควิดที่ไม่สามารถที่จะเดินทางไปไหนได้นั่นเองค่ะ

อะไรท้าทายที่สุดในการเรียนที่นี่?

จินนี่: น่าจะเป็นวิชาที่โจษจันมากที่สุดของเด็กสายศิลป์ คือวิชาในกลุ่ม Finance กับ Account รวมถึง Economic ด้วย ความรู้สึกคือมันไม่ได้ยากแต่จะออกความท้าทายมากกว่าเพราะว่าถ้าเราไม่รู้สิ่งเหล่านี้ในการทำธุรกิจมันจะลำบากมากกว่านี้เยอะมากเลยค่ะ ตอนนั้นพยายามอ่านหนังสือกับทำการบ้านเยอะมาก ทำทุกอย่างตามที่อาจารย์บอก เลยคิดว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราผ่านอุปสรรคทั้งหมดมาได้ วิชาเหล่านี้ทำให้เราไปทำงานในองค์กรเอกชน ทำงานทางด้านกลยุทธ์ต่างๆ หรือแม้แต่องค์กรภาครัฐได้ดีเพราะถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องอ่านตัวเลขหรือว่าเข้าใจความหมายของสิ่งเหล่านี้ค่ะ

นอกจากวิชาเรียนที่ท้าทายแล้ว ก็คือการเรียนกับเพื่อนๆ และอาจารย์ที่มีความหลากหลายในเรื่องของความสนใจนะคะ แล้วก็ความถนัดที่แต่ละคนมีแตกต่างกัน ต้องยอมรับเลยว่าเพื่อนในห้องไม่มีใครเหมือนกันซักคนหรือว่าสนใจเรื่องเดียวกันเลยนะคะ แต่ว่าต้องมาอยู่ด้วยกันแล้วก็ทำงานร่วมกัน จินนี่มองในมุมที่ความท้าทายคือโอกาสที่สำคัญ หนึ่งก็คือในโลกแห่งความเป็นจริง ที่เราสามารถสื่อสารงานหรือว่าสื่อสารความคิดของเราเพื่อให้ทำงานเข้ากับคนได้เพิ่มมากขึ้นค่ะ และข้อที่สองเลยคือ การที่เราอยู่กับคนที่มีชุดความคิดแตกต่างหรือว่ามาจากภูมิหลังที่ไม่เหมือนกัน ที่จะช่วยสร้างให้เรามีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นก็คือเป็นพื้นที่ที่ได้พิสูจน์ว่างานที่ได้ออกมา ไม่ใช่มาจากความคิดของแค่คนคนเดียวหรือคนที่เหมือนกันแบบเดียว แต่มาจากความแตกต่างและมุมมองที่หลากหลายเพื่อให้โปรเจ็กต์มีความครอบคลุมและลดข้อบกพร่องได้มากที่สุดนั่นเองค่ะ

คิดว่าที่คณะ GSSE นี้เหมาะกับใคร?

จินนี่: ใครที่ชอบเป็นนักคิดที่ไม่ใช่คิดเก่งอย่างเดียวแต่ชอบลงมือทำด้วยค่ะ รวมถึงเรื่องการสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนหรือสิ่งที่มีอยู่และอยากพัฒนาสิ่งนั้นให้ดีขึ้น เป็นคนที่ไม่เพิกเฉยต่อสิ่งที่เราเห็น ชอบท้าทายและตั้งคำถามถึงปัญหารอบตัวที่เกิดขึ้นและเราจะทำให้สิ่งนั้นดีขึ้นได้อย่างไรค่ะ อีกทั้งถ้าน้องคนไหนกำลังมองหาเครื่องมือทางธุรกิจหรือการวางแผนที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดกับสังคมและตัวเราด้วยการทำธุรกิจได้อย่างยั่งยืน จินนี่คิดว่าที่นี่เป็นที่ที่เหมาะสมเลยค่ะ 

มีอะไรจะแนะนำน้องๆ ที่อยากมาเรียนที่ GSSE ไหม?

จินนี่: จริงๆ แล้วอย่างแรกที่สำคัญนะคะ คือเรื่องของ Mindset ที่เหมือนน้ำไม่เต็มแก้ว ต้องพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา อย่างที่สองคือให้ลงมือทำเยอะๆ ไม่ใช่เพียงแค่ตั้งคำถามแต่คือลองทำโปรเจ็กต์หรือลองไปฝึกงานที่เหมือนได้ไปลงสนามรบจริง แล้วก็อย่างที่สามคือพยายามฟังพูดอ่านเขียนให้เป็นภาษาอังกฤษ นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญมากๆ ที่ GSSE ให้มาคือคำว่าอย่าหยุดเรียนรู้เพราะว่าโลกเรามันหมุนไปทุกวัน ที่นี่ได้สอนการเรียนรู้ตลอดชีวิตหรือ Lifelong learning ที่สามารถต่อยอดศาสตร์ต่างๆ ที่เราเรียนมาประกอบกันให้เกิดสิ่งใหม่ ถ้าน้องๆ กำลังมองหาคณะที่เปิดโอกาสให้เราได้ตามหาตัวเองให้ชัดขึ้นกว่าเดิมผ่านการลงมือทำตลอดสี่ปีตามความสนใจของเรา ผ่านการเรียนรู้โจทย์ของโลกที่มีความแตกต่าง แล้วก็ได้รับเครื่องมือในการแก้ปัญหาธุรกิจเพื่อสังคม ผ่านรูปแบบของ International perspective (มุมมองระหว่างประเทศ) ขอให้ลองเปิดใจให้หลักสูตร GSSE เพื่อที่เราจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างมีความหมาย พร้อมกับความยั่งยืนทางด้านการเงินของการทำธุรกิจของเราเช่นกันค่ะ 

#gsse #thammasat #internationalprogram

NEWS & EVENTS

RECENT NEWS

JOIN OUR VIBRANT AND INNOVATIVE TEAM

At the School of Global Studies (SGS), Thammasat University
we are always on the search for talented individuals ready to be part of a vibrant and innovative team.

Contact Us

Rangsit Campus (BA Program)

School of Global Studies, Thammasat University

Learning and Laboratory Building, Piyachart 2
99 Moo 18 Klong Luang, Rangsit, Pathumthani
12121, Thailand

Office :
+66 (0)2 564 4444 or +66 (0)2 696 5000 Ext. 4428 (PR), 4427 (HR), 4431 (Education), 4420 (Finance) 

Admission Team :
+66 (0)86 788 8064

Tha Pra Chan Campus (MA/PhD)

Office of Graduated Studies, School of Global studies,

F444, 4th floor60th anniversary building (river side), Thammasat University 2 Prachan Rd., Pranakorn, Bangkok 10200, Thailand

Office :
+66 (0)2 613 2037

E - MAIL

info@sgs.tu.ac.th

graduate@sgs.tu.ac.th

gsse.admission@sgs.tu.ac.th

Shopping Basket