March 10, 2022

ร่วมพูดคุยกับคณบดีวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มธ. ผศ.ดร.ประภาภรณ์ ในหัวข้อ ‘ทำไมต้องโลกคดีศึกษา?’

 

ทำไมต้องโลกคดีศึกษา?

ร่วมพูดคุยกับคณบดีวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มธ. ผศ.ดร.ประภาภรณ์ ติวยานนท์ มงคลวนิช ในหัวข้อ ‘ทำไมต้องโลกคดีศึกษา?’ ว่าด้วยความสำคัญของการเรียนสาขาโลกคดีศึกษาและการประกอบการสังคม รวมถึงหลักสูตรนวัตกรรมทางสังคมและความยั่งยืน ทั้งในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกภายใต้วิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วิทยาลัยโลกคดีก่อตั้งขึ้นด้วยจุดประสงค์หรือเป้าหมายอะไร?

อาจารย์ประภาภรณ์: วิทยาลัยโลกคดีเป็นหลักสูตรที่พยายามเน้นเรื่อง global mindset (ทัศนคติแบบสากล) และศาสตร์ของผู้ประกอบการที่เป็นศาสตร์ที่สำคัญในการแก้ไขปัญหา ริเริ่มโครงการ นโยบายต่างๆ อย่างปัจจุบันนี้เราไม่สามารถลงลึกไปในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งได้ แต่เราจะมีความคาบเกี่ยวระหว่างศาสตร์เป็น interdisciplinary (สหวิทยาการ) เพราะฉะนั้นการเรียนในโจทย์ของ entrepreneurship จะพยายามดึงหลายๆ ศาสตร์เข้ามา เพื่อที่จะตอบโจทย์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคมทางด้านสุขภาพ การศึกษา สังคมผู้สูงอายุ เรื่องเหล่านี้ต้องการความเข้าใจและการรับรู้รอบด้านเป็น holistic manner (เป็นองค์รวม) และเป็น systematic viewpoint (เชิงระบบ) การเรียนในลักษณะที่สามารถประกอบหลายๆ ศาสตร์เข้าด้วยกันได้นั้น ถือเป็นชุดทักษะที่สำคัญสู่การทำงานในอนาคตค่ะ

หลักสูตรปริญญาตรีสาขาโลกคดีศึกษาและการประกอบการสังคม หรือ GSSE (Global Studies and Social Entrepreneurship) นักศึกษาจะได้เรียนอะไรบ้างภายในระยะเวลา 4 ปี?

อาจารย์ประภาภรณ์: ปีแรกจะเป็นวิชาพื้นฐานค่ะ หลายวิชาจะเป็นของมหาวิทยาลัยหรือที่เรียกว่าตัว TU จะเป็น foundation skill (ทักษะพื้นฐาน) ของนักศึกษาธรรมศาสตร์ เป็นวิชาแนวทักษะชีวิต สิ่งแวดล้อม ความเข้าใจระบบของอาเซียน เป็นต้น ในส่วนของปีที่สอง จะขยับไปที่การเข้าใจสังคมและการปกครอง (society and governance) โดยจะเจาะลึกเรื่อง globalization (โลกาภิวัตน์) ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ นโยบาย ในส่วนของปีสามจะเป็นความรู้เรื่องนวัตกรรมสังคมหรือ social innovation การการวางแผนและการจัการนวัตกรรมสังคมก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่เราต่อยอดสำหรับปีสาม และในส่วนของปีสี่ เราเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำ senior project ที่ประยุกต์ความรู้ที่ได้มาสามปีมาใช้จริงค่ะ

มีการฝึกงานทุกๆปี จริงหรือไม่? 

อาจารย์ประภาภรณ์: การฝึกงานนั้นสำคัญมาก และมีความต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีแรก โดยช่วงซัมเมอร์ของปีแรก นักศึกษาจะได้ลงพื้นที่ชุมชนเพื่อทำความเข้าใจปัญหาสังคม หรือปัญหาของชุมชนนั้นๆ เพื่อจะได้ดึงปัญหาของชุมชนนี้มาต่อยอด สำหรับซัมเมอร์ปีสองจะเป็นการทำงานในระดับ social enterprise (กิจการเพื่อสังคม) ส่วนปีสามเราจะผลักดันให้นักศึกษาฝึกงานในองค์กรระหว่างประเทศ หรือองค์กรใดก็ได้ที่เป็น international การฝึกงานในสามระดับนี้จะแตกต่างจากคณะอื่นๆ เนื่องจากคณะอื่นๆ จะไม่ได้มี internship ทั้ง 3 ปี ทางคณะ SGS เล็งเห็นถึงความสำคัญของ practical knowledge (ความรู้เชิงปฏิบัติ) ควบคู่ไปกับความรู้ในห้องเรียน เพราะฉะนั้นการได้ฝึกงานจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเป็นนักศึกษา GSSE

วิชา PDP คืออะไร?

อาจารย์ประภาภรณ์: PDP หรือ Professional Development Portfolio จะเกี่ยวกับการพัฒนาตัว portfolio ของนักศึกษา ซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน นักศึกษาจะได้ฝึกฝนการเขียน resume การนำเสนอตนเองและนำเสนอประเด็นต่างๆ ในลักษณะที่มีความกระชับ และความเข้าใจในบริบทขององค์กรที่จะเดินเข้าไป โดยนักศึกษาทุกคนจะได้รับการฝึกฝนกับอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และมีการให้ข้อเสนอแนะกับนักศึกษาว่าต้องพัฒนาตนเองต่อไปอย่างไร

จบจากคณะนี้ทำงานอะไรได้บ้าง?

อาจารย์ประภาภรณ์: ได้หลากหลายเลยค่ะ เพราะศาสตร์ของ entrepreneurship นั้นสามารถเข้าไปทำงานได้ทั้งในระดับนโยบาย การตลาด ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และอื่นๆ  เนื่องจากลักษณะเด่นของนักศึกษาเราคือมีความสามารถในการเชื่อมต่องานหลายๆ งานได้เพราะมีความเป็น entrepreneur ในตัวสูง สามารถเชื่อมโยงประเด็นหลายๆ ประเด็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับบัณฑิตของเราที่เรียนจบหลักสูตรนี้แล้ว ก็มีไปอยู่ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกสาร หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมของประเทศ อีกทั้งมีไปประกอบกิจการ start up ของตนเอง ไปช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือชุมชน และได้รับรางวัลในระดับประเทศด้วย อีกทั้งยังมีบัณฑิตที่ได้ทำงานในลักษณะของ consultancy (ที่ปรึกษา) ให้กับบริษัท อย่างเช่น BCG (Boston Consulting Group)

หลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก มีที่มาอย่างไร และเหมาะกับใคร?

อาจารย์ประภาภรณ์: หลักสูตรปริญญาโทหรือ Master of Social Innovation and Sustainability (สาขานวัตกรรมสังคมและความยั่งยืน) เป็นศาสตร์ที่ตลาดแรงงานต้องการเป็นอย่างยิ่ง ในสังคมเราตอนนี้จำต้องพูดถึงเรื่องความยั่งยืนไม่ว่าจะเป็นในส่วนของภาครัฐหรือเอกชนก็ตาม ความยั่งยืนมีศาสตร์ของมัน ไม่ใช่คิดจะทำให้ทุกอย่างยั่งยืนแล้วจะมันยั่งยืน มันมียุทธศาสตร์ มี strategy behind sustainability เพราะฉะนั้น คนที่มาเรียนตรงนี้จะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ mid range หรือ ทำงานมาประมาณ 3-5 ปี แล้ว อีกทั้งต้องการเข้าใจแบบลงลึกในเรื่องของความยั่งยืนโดยนำนวัตกรรมทางสังคมมาประยุกต์ใช้ โดยหลักสูตรนี้มีนักศึกษาหลากหลายชาติเลยค่ะ ถือเป็นโอกาสและความท้าทายในการนำเสนอประเทศไทยให้เค้าได้เรียนรู้ รวมถึงได้เรียนรู้ case study ของต่างประเทศด้วย เราพยายามจะผสมผสานประสบการณ์ในหลายๆ ประเด็นทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค ในการต่อยอดและ showcase เรื่อง sustainability และ social innovation

สำหรับปริญญาเอก ทางวิทยาลัยโลกคดีศึกษาก็มีดุษฎีบัณฑิตในหลักสูตรด้าน social innovation and sustainability เราเล็งเห็นความสำคัญในเรื่อง sustainability ในระดับวิจัย จึงเน้นผู้ที่มีประสบการณ์ที่เคยทำงานในด้านของ sustainability เข้ามาต่อยอดในความรู้ เป็นการ extend body of knowledge เพื่อจะไปประยุกต์แก้ปัญหาในสังคม และต่อยอดทั้งเรื่องนโยบายและการปฏิบัติได้

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดหลักสูตรของวิทยาลัยโลกคดีศึกษาทั้ง 3 หลักสูตรได้ตามลิ้งค์นี้

BA Program : https://sgs.tu.ac.th/ba-program-overview/

MA Program: https://sgs.tu.ac.th/ma-program-overview/

PhD Program: https://sgs.tu.ac.th/phd-program-overview/

NEWS & EVENTS

RECENT NEWS

Shopping Basket