.

รีวิวชีวิตในรั้ว GSSE กับนักกิจกรรมไฟแรง พี่บีม ปี 4 วิทยาลัยโลกคดีศึกษาฯ

แนะนำตัวกันซักนิด

สวัสดีค่ะ ช่ือบีมนะคะ ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ที่ GSSE ปีสี่ ตั้งแต่ปี1-ตอนนี้ เป็นนักเรียนทุน 50% ด้วย และเป็น Ambassador ของคณะด้วยค่ะ

 

ได้ข่าวว่าพี่บีมได้รับทุนด้วย

จริงๆ ตอนแรกสมัครทุนเพชรอินทนิลไป เป็นทุนของจังหวัดระนอง และอาจารย์เพิร์ล อาจารย์ที่สอนที่คณะนี้เป็นคนมอบทุนนี้ให้ ทีนี้พอได้คุยกับอาจารย์เพิล หลังจากนั้นอาจารย์ก็นัดคุยกับทุกคนที่ได้ทุน แล้วบอกว่าเขาสอนอยู่ที่คณะนี้นะ แล้วบอกว่าเป็นยังไงบ้าง สนใจมั้ย พอฟังเรื่องค่าเทอม มันก็ค่อนข้างแพงไปนิดนึงเพราะเป็นหลักสูตรอินเตอร์ เลยบอกอาจารย์ไปตรงๆ เลยว่า ไม่คิดว่าจะสามารถจ่ายได้ หลังจากนั้นอาจารย์ก็โทรมาแล้วบอกว่าขอนัดเจออีกครั้งนึง แล้วอาจารย์ก็โทรมาบอกว่าสามารถขอทุนได้ 50% ค่ะ:) 

 

ทำไมถึงอยากเข้าคณะนี้กันนะ?

แล้วตอนนั้นยังไม่ได้ตัดสินใจเลยว่าจะเข้าคณะไหนดี ตอนนั้นใกล้ที่จะต้องยื่นสอบตรงแล้วเพราะตอนนั้นเป็นช่วงเดือนมกรา จริงๆ รู้จัก ‘พี่เต็ม’ รุ่นพี่ที่เรียนคณะนี้อยู่แล้ว เขามาเล่าให้ฟังว่าที่คณะเรียนแบบ Active Learning อยากช่วยสังคมใช่มั้ย ที่นี่สอนเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคม ที่เราสามารถช่วยเหลือคนอื่นและสังสมให้ดีขึ้นได้ในขณะเดียวกันสามารถทำกำไรได้ด้วย เป็นอะไรที่ sustain แล้วก็เล่าถึงบรรยากาศในห้องเรียน อาจารย์สามารถ approachable ก็เลยรู้สึกว่าเราอยากได้ประสบการณ์หรือการเรียนในห้องที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริงมากกว่าการนั่งเลคเชอร์แบบท่องจำแบบสมัยมัธยม

 

เข้ามาแล้วรู้สึกว่าเป็นเหมือนกับที่คิดไว้มั้ย?

ตอนแรกแอบกลัวว่าพี่เต็มฉีดยาหรือเปล่า พอเข้ามาก็โอเคของจริง เป็น Active Learning จริงๆ แต่ละคาบจะมี discuss กันจริงๆ ไม่มีการตัดสินกันว่าถูกหรือผิด แต่พอมาเป็นปี 3 ก็เสียดายที่ต้องแอคทีฟน้อยลงเพราะต้องมาเรียนออนไลน์ ถึงแม้ว่ามันจะมี breakout room แต่รู้สึกว่ามันไม่ได้เจอเพื่อนจริงๆ ไม่มีแปะโพสต์อิทหรือเขียนกระดานจริงๆ 

 

แล้วงาน Ambassador ต้องทำอะไรบ้าง?

จริงๆ แล้วก็จะเป็นงานที่สานต่อจากรุ่นก่อนๆ เช่น จะมีค่ายชื่อ Changology ที่เราจัดทุกปี เปนค่ายที่ให้น้องมัธยมมา disscuss กันเกี่ยวกับปัญหาต่างๆด้านสังคมว่าเราสามารถจัดการปัญหานั้นๆ ยังไงได้บ้าง หรือว่าเราจะริเริ่มบางอย่างขึ้นมาใหม่ก็ได้ว่าเราอยากทำอะไรเกี่ยวกับคณะ อย่างเวิร์คช็อปกับน้องๆ มัธยมเกี่ยวกับ design thinking หรือบางทีทาง PR ของคณะต้องการความช่วยเหลือ เช่น ทำเวิร์คช็อป Portfolio ทางแอมฯ ก็จะช่วยเป็นคนรันเวิร์คช็อปให้ โปรโมทให้ คิดคอนเทนต์ให้ เช่น มีแคมเปญนึงชื่อ Trashchallenge อันนั้นแอมฯ ก็เป็นคนคิดเอง อะไรเอง แบบนี้ค่ะ อีกอย่างนึงก็จะเป็น open house และ road tour ที่ออกทัวร์เพื่อไปโปรโมทคณะเนี่ยแหละ เพื่อที่จะไปบอกน้องๆ ว่าคณะนี้เรียนอะไร ตามซุ้ม fair หรือโรงเรียนต่างๆ ของน้องๆ แบบนี้ค่ะ 

 

แบบนี้พี่บีมแบ่งเวลาเรียนกับเวลางานยังไง? 

สมมุติว่าจะจัดค่าย Changology Camp เราก็จะใช้เวลาช่วงพักเที่ยงสักครึ่งชม. หรือบางทีไม่มีเรียนวันไหนก็จะมาคุยกันชั่วโมงนึงแล้วก็มาแบ่งงานกัน คิดว่ามันไม่ได้วุ่นวายขนาดนั้นเพราะว่าเรายังมีเวลาว่าง อยู่ที่เราสามารถจัดการได้ยังไง หรือถ้าวันไหนมีเรียนทุกวันก็จะแบ่งเวลาหลังเรียนสัก 1 ชั่วโมงมาคุยกัน ทางทีมแอมฯ จะทำงานประสิทธิภาพมาก ทุกคนแอคทีฟไม่มีใครเอื่อย ก็คือจะอัพเดทเลยว่าทำอะไรมาบ้าง next step คืออะไร เลยไม่ได้รู้สึกว่า waste time แต่ถ้ายุ่งจริงๆ ก็จะเปนวันเสาร์หรือวันที่ไม่มีเรียน

แต่พอมาช่วงโควิดแล้วก็ต้องหันมาคุยทางออนไลน์ รูปแบบกิจกรรมอย่าง Changology ก็เป็นออนไลน์ ซึ่งไม่มีใครเวลาว่างตรงกันเลยปี 1 กับปี 4  ดังนั้นเวลาที่เราเลือกจะเป็นเวลาที่เราเสียสละตัวเองมาคุย นั่นก็คือ 1 ทุ่ม – 3 ทุ่ม เพื่อให้งานเดินหน้าค่ะ

 

พอมาเรียนออนไลน์ แล้วมีประชุมอีก มีความรู้สึก Burnout บ้างมั้ย แล้วแก้ยังไง?

เหนื่อยมั้ย ก็เหนื่อย แต่เราจะเป็นคนที่อยู่หน้าจอคอมนานๆ แล้วจะปวดตากับหัว  อย่างเรียนตอนเช้า 2 ชม.ก็จะไม่ไหวแล้ว แต่นั่นปัญหาทางกายไม่ใช่เหนื่อยทางใจ ถ้าเราจะไม่ค่อยมีอาการ Burnout จากการเรียนออนไลน์ แต่ส่วนใหญ่จะรู้สึกแบบถ้าอาจารย์สอนไปเลยทั้งคาบ ไม่มี discuss ก็จะเหนื่อยมากเพราะไม่ได้ discuss กับเพื่อนๆ แต่ส่วนใหญ่ก็เตรียมใจมาแล้ว เรารู้อยู่แล้วว่าเราต้องเรียนทั้งวันนะ แบบเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้พร้อมก่อนอยู่แล้วค่ะ จริงๆ ร้านกาแฟก็ช่วยได้ในเชิงทำงาน แต่ถ้าคาบที่เป็น discussในกลุ่มเพื่อนๆ ก็จะออกมา แต่ถ้าเรียนแบบมี interaction กับอาจารย์ก็จะไม่ไปร้านที่เสียงดังหรือตัดสินใจอยู่บ้านไปเลย ส่วนใหญ่ไปร้านกาแฟจะไปในเชิงทำงานมากกว่า แต่ข้อดีของร้านกาแฟคือ ถ้าอยู่บ้านเราจะทำอะไรก็ได้ นอน ดูหนัง ดูซีรีส์ แต่ร้านกาแฟคือมีแค่โต๊ะ กาแฟ ไม่มีเพื่อนให้คุย จะนอนก็ไม่ได้ ทำให้โฟกัสกับงานมากขึ้น สมองก็จะแล่น แต่อยากแนะนำว่าถ้าไม่ไหวหรือขี้เกียจก็ให้หยุดไปพักก่อน พร้อมเมื่อไหร่ค่อยกลับมา เช่น ถ้าเรียนติดต่อกันทั้งวัน พอจบคาบปุ๊ปก็ปิดคอม ไม่เล่น social media แล้วเปลี่ยนชุดไปออกกำลังกาย คือสิ่งที่เหนื่อยมักจะเป็นการเหนื่อยจากจอคอมมากกว่า ถ้าเกิดไม่พร้อมทำงานก็จะไม่เช็คไลน์เพราะพอเช็คก็จะกังวล เอ้ยต้องทำงานนี้แล้ว อยากอาบน้ำ กินข้าวให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยเช็คว่าเออพรุ่งนี้ต้องทำอะไร เพื่อจัดการกับตัวเองเพื่อไม่ให้แพนิคเกินไปค่ะ

 

แบบนี้มีแรงจูงใจในการเรียนมั้ย?

คิดว่าถ้าจบไปก็คงไม่มีอะไรแบบนี้อีกแล้ว เลยอยากเก็บเกี่ยวชีวิตมหาวิทยาลัยให้ได้มากที่สุด

 

มีวิชาไหนที่ชอบมั้ยในเทอมนี้?

ชอบวิชา Social Innovation ของอาจารย์เอมี่ สมมุติว่าเราสนใจเรื่องอะไร อาจารย์ก็จะชวนคนที่ทำงานในจังหวัดนั้นๆ เข้ามาอธิบายว่าเราสนใจเรื่องอะไร อยากทำอะไร อยากช่วยเรื่องอะไร เช่น อยากให้ช่วยโปรโมทถนนสายสุขภาพ รณรงค์ปัญหาเรื่องดินเสีย ปัญหาข้าวมีพิษ บางทีอาจารย์ก็จะมีจังหวัดมาให้เลือกและปัญหาก็จะต่างกันไป ตรงนี้แล้วแต่เราเลือกเลย อีกวิชานึงก็จะเปน Technology and Innovation เพราะว่าจะต้องทำ presentation ทุกอาทิตย์ ได้อ่านหนังสือมาก่อน รู้สึกว่าสนุกดีเพราะว่าได้หา case study และได้ความรู้จากการทำพรีเซนต์ต่างๆ 

 

อยากแนะนำอะไรกับคนที่ Burnout อยู่มั้ย?

ก่อนอื่นต้องมาดูที่ตัวเองว่าเป็นเพราะอะไร ส่วนใหญ่เราจะเหนื่อยทางกายมากกว่า นอนดึกแล้วต้องตื่นเช้า คือจริงๆ ก็อาจจะพูดยากเพราะอาจจะให้คำแนะนำไม่ตรงจุด ถ้าสมมุติว่าเหนื่อยก็พอก่อน พอได้กินข้าว กินน้ำตาลให้ดีขึ้นแล้วค่อยมาเริ่มใหม่ 

 

อยากฝากอะไรถึงน้องๆ ที่จะเข้า GSSE ซักหน่อย

ถ้าได้เข้ามาแล้วก็ทำกิจกรรมเยอะๆ ไปเลย ไม่ต้องห่วงว่าเราจะจัดการเวลาได้มั้ยเพราะสิ่งที่เราได้เป็นประสบการณ์ที่ใช้ประโยชน์จากมันได้จริง เพราะสิ่งที่จะไม่ลืมในชีวิตของเรานั่นคือการได้มาทำงานเป็นนักศึกษาแอมฯ พอมานั่ง reflect ตัวเองแล้วก็รู้สึกว่าคิดถูกที่ตัดสินใจทำ ไม่เสียดายช่วงชีวิตนักศึกษาเลยค่ะ

Share This